วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ข้อ 3


A Star (เอ-สตาร์) ดาวฤกษ์ที่สเปคตรัมชนิด A มีสเปคตรัมดูดกลืนของไฮโดรเจนเด่นชัด มีอุณหภูมิผิวราว 7500 เคลวิน ที่ A9 และ 9900 เคลวินที่ A0 เป็ดาวสีขาวมีขนาดประมาณ 1.8 ถึง 1.4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ตัวอย่างดาวประเภทนี้ได้แก่ Sirius Vega Altair Deneb

Absolute Magnitude (แอ๊บ-โซ-ลูด-แมค-เน-จูด) ค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์ แทนด้วย M เป็นการวัดความสว่างของดาวฤกษ์ เมื่อวัดที่ระยะ ให้อยู่ห่างจากโลก 32.6 ปีแสง หรือ 10 พาร์เสก ซึ่งดาวทั้งหมดจะมีค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์อยู่ระหว่าง -5 ถึง +15 ดวงอาทิตย์มีค่าแมกนิจูดปรากฏ -27 และ มีค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์ +4.8

ความสัมพันธ์ระหว่างค่า แมกนิจูดปรากฎ กับ แมกนิจูดสัมบูรณ์
M = m + 5 +5logp
เมื่อ p คือมุมพารัลแลกซ์ของดาวนั้นมีหน่วยเป็น arc seconds (1/3600 องศา)
ตัวอย่างเช่น ดาวดวงหนึ่งมีค่าแมกนิจูดปรากฏ 12.6 มีมุมพารัลแลกซ์ 0.5 arc seconds
จงหาค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์
แทนค่าสูตร M = 12.60 + 5 +5 log (0.5/3600)
= 17.60 + 5* (-3.85733)
= -1.69

Absolute temperature (แอ็บ-โซ-ลูด-เทม-เพอ-เร-เจอร์) อุณหภูมิสัมบูรณ์ มีหน่วยวัดเป็นเคลวิน (K) ช่วงย่อยของเคลวินมีค่าเท่ากับ 1 องศาเซลเซียส (C) ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิเคลวิน กับองศาเซลเซียสคือ T= t+273.16 เมื่อ T แทนด้วยอุณหภูมิเคลวิน และ t แทนด้วยองศาเซลเซียส ดังนั้น อุณหภูมิศูนย์องศาสัมบูรณ์จึงมีค่าเท่ากัน -273.16 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสัมบูรณ์มีการใช้กันแพร่หลายในวงการดาราศาสตร์

Accretion disk (แอ็ค-ครี-ชั่น-ดิส) คือกลุ่มสะสมของก๊าซรอบๆวัตถุที่มีรัศมีแผ่กว้างออกเป็นเหมือนจานเสียง เกิดขึ้นจากการถ่ายเทมวลสารระหว่างวัตถุที่มีขนาดใหญ่ไปหาวัตถุที่มีขนาด เล็ก เช่นดาวฤกษ์ไปหาดาวนิวตรอน หรือหลุมดำ ซึ่งจะทำให้ก๊าซเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากเกิดความร้อนนับล้านองศา
และปลดปล่อยรังสีเอ็กซ์ออกมา

Achromatic Lens (อะ-โคร-มา-ติค-เลนซ์) หรือ achromat เป็นเลนซ์ที่ถูกออกแบบมาให้ลดความคลาดเคลื่อนทางแสง โดยปกติจะใช้เลนซ์ 2 ชิ้นที่ทำจากเนื้อแก้วต่างชนิดกัน มาประกบกันเพื่อให้ได้ผลรวมของแสงตกมาอยู่ที่โฟกัสเดียวกัน

Active galactic nuclei (AGN) (แอค-ตีฟ-กา-แลค-ติด-นู-คลิ-ไอ) เป็นกาแลกซี่ทั่วไปที่มีหลุมดำ (Black Hole) ขนาดใหญ่กำลังดูดกลืน มวลสาร ของก๊าซโดยรอบอยู่ ซึ่งปลดปล่อยพลังงานมหาศาลในรูปของสเปคตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกช่วงความถี่

Airglow (แอร์-โกล) ปรากฏการณ์ เรืองแสงอ่อนๆของชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งโมเลกุลของชั้นบรรยากาศชั้นบนๆจะถูกรังสีจากดวงอาทิตย์ เช่นรังสีอุลตร้าไวโอเลท ทำให้โมเลกุลแตกตัวเป็นอิออนแต่อยู่ไม่นานก็จะรวมตัวคืนสภาพเดิมโดยคลาย พลังงาน
ออกมาเป็นแสงให้เราเห็น มักจะเห็นหลังดวงอาทิตย์ตกไปแล้ว

Albedo (อัล-บี-โด) เป็นการวัดค่าความสามารถสะท้อนแสง หรือ ความสว่างของวัตถุท้องฟ้า โดยมีค่าตั้งแต่ 1 (มีการสะท้อนแสงได้ดี) จนถึง 0 (การสะท้อนแสงแย่ที่สุด) ในทางดาราศาสตร์ ค่า albedo ถูกใช้ในการคำนวนความสว่างของวัตถุท้องฟ้าด้วย อย่างเช่น ดาวพุธ และดวงจันทร์ มีค่า albodo ต่ำมาก ขณะที่ ดาวเสาร์และดาวบริวารน้ำแข็งของระบบสุริยะชั้นนอก และดาวหาง จะมีค่า albedo สูงเช่นกัน

Almanac (อัล-มา-แนค) เป็นหนังสือที่บรรจุข้อมูลตำแหน่งของวัตถุบนท้องฟ้าที่สำคัญๆไว้ สำหรับนักดาราศาสตร์และนักเดินเรือ

Analemma (แอนนาเลมม่า) เป็นปรากฏการณ์รูปเลข 8 ของตำแหน่งดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า ของแต่ละวัน ในเวลาเดียวกัน ในรอบ 1 ปี

B Star (บี-สตาร์) ดาวฤกษ์ที่มีสเปคตรัม Type B มีสเปคตรัมดูดกลืนของฮีเลียมชัดเจน อุณหภูมิ 10,500 เคลวินที่ B9 และ 28,000 เคลวินที่ B0 มีมวลอยู่ระหว่าง 3.2 ถึง 17 เท่าของดวงอาทิตย์ จัดเป็นพวกดาวยักษ์สีน้ำเงินสว่างกว่าดวงอาทิตย์ 20,000 เท่า ตัวอย่างของดาว B star ได้แก่ Achernar,Regulus,Rigel,Spica

Binary pulsar (ไบ-นา-รี่ พัล-ซาร์) เป็นพัลซ่าร์ที่โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์คล้ายกับเป็นระบบดาวคู่ ถูกค้นพบครั้งแรกในปี คศ.1974 คือ PSR 1913+16 ประกอบด้วยดาวนิวตรอนกับดาวที่ไม่ปล่อยคลื่นวิทยุ โคจรรอบกันกินเวลา 7 -3/4 ชั่วโมง

Big Bang (บิก-แบงค์) เป็นทฤษฏีที่ใช้อธิบายกำเนิดของจักรวาลยุดใหม่ เปิดเผยขึ้นเมื่อปี คศ.1940 โดย George Gamow จากแนวความคิดของ George Lemaiter กล่าวว่า "เอกภพกำเนิดมาจากมวลสารเริ่มต้นที่เรียกว่า singularity และระเบิดขยายมวลสารแผ่กว้างออกไป เกิดเป็นช่องว่าง ที่เรียกว่า อวกาศ และ มวลสารที่เป็นกาแลกซี่กับดาวฤกษ์ โดยทฤษฏีนี้บอกอายุของจักรวาลอยู่ที่ 10 ถึง 20 พันล้านปี และปัจจุบันจักรวาล กำลังขยายตัวไปเรื่อยๆ"

Bennett Comet (ดาวหาง เบนเนท) หนึ่งในดาวหางที่สว่างในช่วงศตวรรณที่ 20 ค้นพบโดยนักดูดาวสมัครเล่นชาวอาฟริกาใต้ John Caister Bennett เมื่อปีคศ.1969

Binary Star (ไบ-นา-รี่-สตาร์) ระบบดาวคู่ซึ่งโคจรรอบซึ่งกันและกันมีจุดศูนย์กลางมวลร่วมกัน มีคาบการโคจรตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงถึงหลายปี ปัจจุบันมีการค้นพบดาวคู่แล้วกว่า 50,000 ดวง ดาว Mizar ในกลุ่มดาวหมีใหญ่ เป็นดาวคู่แรกที่ค้นพบเมื่อปีคศ.1650 โดย Giovanni Battista Riccioli สำหรับดาวคู่ที่มีจำนวนมากกว่า 2 เราจะเรียกว่า multiple star เช่นดาว Castor มีดาวคู่ 6 ดวงหรือ 3 คู่

Binoculars (ไบ-โน-คู-ล่า) เรียกสั้นๆว่า Binoc (ไบ-นอค) หรือ กล้องสองตา เป็นกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก 2 ตัวนำมาประกอบกัน มีกำลังขยายค่อนข้างต่ำส่วนใหญ่เป็น 8 เท่า ถึง 10 เท่า

Bipolar Flow (ไบ-โพ-ล่า-ฟโล) เป็นสายธารมวลสารจากดาวฤกษ์ที่มี 2 ลำในทิศทางตรงข้ามกัน ดาวฤกษ์ที่ผลิต bipolar flow นั้นมักจะมีกลุ่มจานฝุ่นที่หมุนล้อมรอบในทิศทางตั้งฉากกับแกนหมุน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างการหมุนตัวของดาวฤกษ์กับมวลสารที่ไหลออกมานี้ก่อให้ เกิด Bipolar Flow

Black Hole (แบลค-โฮล) หลุมดำ เป็นวัตถุที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล ซึ่งจะดูดกลืนวัตถุหรือมวลที่อยู่โดยรอบเข้าภายในหลุมดำ แม้กระทั้งแสง ก็ยังหนีรอดไม่ได้ เราจึงมองไม่เห็นหลุมดำ แต่เราทราบได้ว่ามีหลุมดำ เพราะบริเวณโดยรอบหลุมดำ ซึ่งมวลกำลังถูกดูดกลืน จะมีพลังงานจลย์มหาศาล และคายพลังงานเหล่านั้นออกมา ในรูปของคลื่นวิทยุและรังสีเอกซ์ ซึ่งตรวจจับได้จากโลก

Blazar (บา-ซ่าร์) เป็น ลูกผสมระหว่าง BL Lacertae Object กับ ควอซ่าร์ เป็นพวกกาแลกซี่ที่ผิดแผกไปจากชาวบ้าน ที่เป็นพวก AGN บาซ่าร์มีความสว่างเปลี่ยนแปลงแปรผันรุนแรงมาก รวมทั้งโพลาไรเซชั่นและการปล่อยคลื่นวิทยุ

BL Lacertae Object (บี-แอล-เล็ก-เซอร์-ต้า- ออบเจ็ค) เป็นพวก AGN ที่มีความสว่างสูงมาก และคล้ายกับดาวแปรแสงตรงที่มีการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่นตั้งแต่ช่วงคลื่น วิทยุ ถึงช่วงรังสีเอ็กซ์ มีคุณสมบัติที่ต่างจากควอซ่าร์โดยสิ้นเชิง เรามักจะพบ BL Lacertae Object บริเวณศูนย์กลางของกาแลกซี่โดดเดี่ยว เช่นพวก Giant elliptical galaxy

Blueshift (บลู-ชิป) เป็นปรากฏการณ์ Doppler effect ทางดาราศาสตร์เมื่อแหล่งกำเนิดแสงอย่างดาวฤกษ์ เคลื่อนที่เข้าหาโลก ความยาวคลื่น ของแสงจะอัดตัวสั้นลง ความถี่ของแสงจะเลื่อน (shifted) ไปทางด้านสีม่วงของเส้นสเปคตรัม สังเกตได้จากแถบสเปคตรัมดูดกลืน จะเลื่อนไปทาง สีม่วงหรือสีน้ำเงิน (blueshift) โดยผลต่างของความถี่ที่เปลี่ยนไปสามารถคำนวนมาเป็นความเร็วที่เคลื่อนที่ เข้าหาได้

Brown Dwarf (บราว-ดะวาฟ) ดาวแคระน้ำตาล เป็นวัตถุที่มีมวลน้อยกว่า 0.08 เท่าของดวงอาทิตย์แกนกลางมีอุณหภูมิไม่สูงพอที่ทำให้เกิดปฏิกิริยา นิวเคลียร์ได้ มีอุณหภูมิผิว 2500 เคลวิน ค่าต่ำสุดของดาวแคระแดง (Red Dwarf) มีการค้นพบแล้วหลายสิบดวง ดวงที่เย็นที่สุดคือ Gliese 229B มีอุณหภูมิผิว 900 เคลวิน

C Star (Carbon Star) มี spectral Type C เป็นดาวยักษ์แดงเย็นเฉียบ ผิวของดาวมีองค์ประกอบของคาร์บอนเป็นโมเลกุลพื้นฐาน เช่น คาร์บอนมอนน๊อคไซด์ (CO) ไซยาโนเจน (CN) และโมเลกุลของคาร์บอน (C2) ดาวฤกษ์มวลขนาดดวงอาทิตย์ของเราช่วงที่เป็นดาวยักษ์แดง จะมีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบเช่นกัน เนื่องจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่แกนกลางที่ผลิตคาร์บอนแล้วส่งต่อถึงพื้นผิว

Cassini Division (แคส-ซิ-นี่ ดิวิชั่น) เป็นช่องว่างระหว่างวงแหวน A และ B ของดาวเสาร์ ถูกค้นพบครั้งแรกโดย นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Giovanni Cassini เมื่อปี คศ.1675 แต่ต่อมายานวอยเอเจอร์พบว่าไม่ได้เป็นช่องว่างแท้จริง แต่ประกอบด้วยวงแหวนเล็กๆอีกนับร้อยวง

Celestial Object (ซี-เลส-เชียน ออปเจ็คท์) ใช้เรียกวัตถุที่อยู่บนทรงกลมท้องฟ้า เช่น ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ ดาวหาง และอื่นๆ รวมทั้งดวงอาทิตย์

Celestial mechanics (ซี-เลส-เชียน-แมค-คา-นิค) สาขาหนึ่งของวิชาดาราศาสตร์ ที่อธิบายถึงการเคลื่อนที่ของวัตถุบนท้องฟ้า โดยใช้กฏ ทางฟิสิกส์ อธิบายแนวการโคจรของดาวเคราะห์ ดาวเทียม และอื่นๆ

Centaurus A (เซนทอรัส เอ) หรือกาแลกซี่ NGC5128 เป็นกาแลกซี่แหล่งคลื่นวิทยุที่เข้มข้นมาก คาดว่าเกิดจากการชนกันของกาแลกซี่ยักษ์รูปไข่ กับกาแลกซี่เกลียวขนาดเล็ก เมื่อมองด้วยกล้องโทรทรรศน์จะเห็นแถบฝุ่นทึบพาดกลางกาแลกซี่สองแถบ Centaurus A อยู่ห่างจากโลก 10 ล้านปีแสง ในกลุ่มดาวม้าครึ่งคน (Centaurus)

Chromosphere (โคร-โมส-เฟียร์) ชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์อยู่ระหว่างชั้น Photoshere กับ Corona มีความหนาประมาณ 10,000 กิโลเมตร อุณหภูมิ 4,000 ถึง 100,000 เคลวิน

Chandra X-ray Observatory (CXO) หอสังเกตการณ์จันทราเอ็กซเรย์ เป็นดาวเทียมของนาซ่า ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปีคศ.1999 เป็นดาวเทียมสำรวจท้องฟ้าช่วงคลื่นรังสีเอ็กซ์ ถูกตั้งชื่อให้เป็นเกียรติกับ Subrahmanyan Chandrasekhar นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย

Constellation (คอน-สเตล-เล-ชั่น) หรือกลุ่มดาวบนท้องฟ้า เป็นกลุ่มของดาวฤกษ์บนท้องฟ้าที่มนุษย์
จิต นาการไว้เป็นรูปร่างต่างๆเพื่อง่ายต่อการจดจำ เริ่มใช้ครั้งแรกในยุคสมัยของ Ptolemy มีอยู่ด้วยกัน 44 กลุ่ม ปัจจุบัน IAU แบ่งกลุ่มดาวบนท้องฟ้าออกเป็น 88 กลุ่ม และกำหนดขอบเขตที่แน่นอนเมื่อปี คศ.1930 จากกลุ่มดาวขนาดเล็กสุดคือกลุ่มดาวกางเขนใต้ (Crux) จนถึงกลุ่มดาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือกลุ่มดาวงูไฮดรา (Hydra)

corona (โคโลน่า) คือบรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ มีความหนาแน่นต่ำแต่มีอุณหภูมิสูงมาก ราว 1 ล้านเคลวิน (Kelvin) และแผ่ขยายกว้างไป ในอวกาศได้ไกลเป็นล้านๆ กิโลเมตร เราสามารถเห็นบรรยากาศชั้นโคโลน่าได้ ตอนเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง

Dark nebula (คาค-เนบิวล่า) หรือ เนบิวล่ามืด เป็นกลุ่มของฝุ่นหรือก๊าซหนาทึบที่ไม่เรืองแสง เห็นเพียงเงาดำๆตัดกับแสงดาวหรือเนบิวล่าสว่างด้านหลังเท่านั้น Dark nebula ที่มีชื่อเสียงได้แก่ Coalsack หรือถุงถ่าน ในกลุ่มดาวกางเขนใต้

Diffuse Nebula (ดิฟ-ยูซ เนบิวล่า) กลุ่มของก๊าซในอวกาศที่เรืองแสง จากเนบิวล่าที่ไม่สามารถรวมตัวกันเป็นดาวฤกษ์ได้ขณะนั้น แต่เรืองแสงได้จากพลังงานของดาวฤกษ์ที่อยู่ฉากหลังหรือใกล้เคียง ใช้อักษรย่อว่า DN แบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ
1) Emission nebular เป็นพวกเนบิวล่าเรืองแสง
2) Reflection nebular เป็นพวกเนบิวล่าสะท้อนแสง

Direct Motion (ได-เร็ค โม-ชั่น) เป็นการโคจรหรือหมุนรอบตัวเองของวัตถุท้องฟ้าในทิศทางเดียวกับการหมุนของโลก หรือ การหมุนทวนเข็มนาฬิกาเมื่อมองมาจากทางขั้วโลกเหนือ โดยพิจารณาที่แกนเอียงของวงโคจรหรือแกนหมุนน้อยกว่า 90 องศา ถ้าพิจารณาที่วัตถุท้องฟ้าแล้ว Direct Motion วัตถุจะเคลื่อนจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก มีชื่อเรียกเฉพาะอีกชื่อหนึ่งว่า Progarade Motion

Disk Galaxy (ดิส กาแลกซี่) เป็นชื่อที่ใช้เรียกกาแลกซี่ หรือ ดาราจักร ที่มีลักษณะเป็นแผ่นจานบางๆ ที่มีดาวรายล้อมเป็นรัศมีรอบๆศูนย์กลางกาแลกซี่ Disk Galaxy ใช้เรียกได้ทั้งกาแลกซี่แบบเกลียว (Sprial Galaxy) และ กาแลกซี่แบบเลนซ์ (Lenticular Galaxy)

Dispersion (ดิส-เพอ-ชั่น) คือ การกระจายของแสงสีขาวเป็นองค์ประกอบของสีต่าง ซึ่งเกิดจากเลนซ์ หรือ ปริซึม เกิดขึ้นจากความแตกต่างของความยาวคลื่นของแสงเมื่อเกิดการหักเห สำหรับกล้องดูดาวจะหลีกเลี่ยงการเกิดที่เรียกว่า Chromatic aberration แต่กลับมีประโยชน์กับเครื่องมือทางดาราศาสตร์อย่างเช่น spectrograph เพื่อศึกษาสเปคตรัมของดาวฤกษ์

Doppler effect (ดอล์ป-เลอร์-เอฟ-เฟค) เป็น ปรากฏการณ์ที่เสียงหรือแสง มีการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่น เมื่อแหล่งกำเนิดเสียง หรือแสงนั้น มีการเคลื่อนที่เมื่อเทียบกับผู้สังเกต โดยจะมีความถี่มากขึ้นเมื่อแหล่งกำเนิดเคลื่อนที่เข้าหาผู้สังเกต และมีความถี่ลดลง เมื่อแหล่งกำเนิด เคลื่อนที่ออกจากผู้สังเกต ตัวอย่างของ ปรากฏการณ์นี้คือ รถที่เปิดไซเรนวิ่งเข้าหาเรา เสียงไรเรนจะมีความถี่สูง และเสียงจะมีความถี่ต่ำลง เมื่อรถวิ่งห่างจากเราไป ปรากฏการณ์นี้คนพบโดย คริสเตียน ดอปเปอร์ นักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย มีชีวิตอยู่ระหว่างปี คศ.1803-1853 ในทางดาราศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้สำคัญมาก เพราะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า blueshift และ redshift
Double Star เป็นดาวฤกษ์สองดวงที่เห็นอยู่ใกล้กันบนท้องฟ้ามีอยู่ด้วยกันสองแบบคือ
1) ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้กันจริงๆ และส่งแรงโน้มถ่วงซึ่งกันและกันรู้จักในชื่อว่า binary star
2) ดาวฤกษ์ที่มีระยะห่างจากโลกที่แน่นอนและต่างกัน แต่เห็นอยู่ใกล้กันบนท้องฟ้า เราเรียกดาวคู่แบบนี้ว่า optical double

Dumbbell Nebula เป็นชื่อเฉพาะของเนบิวล่าดาวเคราะห์ M27 ในกลุ่มดาวสุนัขจิ้งจอก(Vulpecular) เป็นเนบิวล่าขนาดใหญ่ห่างจากโลก 1,000 ปีแสงและสามารถมองเห็นได้จากกล้องสองตา ถูกตั้งชื่อโดย Lord Rosse ด้วยความที่มีรูปร่างคล้ายนาฬิกาทราย (Hourglass)
Dwarf Galaxy หรือกาแลกซี่แคระ เป็นกาแลกซี่ที่มีขนาดเล็กกว่ากาแลกซี่ทั่วไปและมีความสว่างน้อย โดยทั่วไปจะเป็นพวกกาแลกซี่รูปไข่(elliptical) หรือ กาแลกซี่ไร้รูปร่าง (Irregular) มีกาแลกซี่แคราะมากมายเป็นเพื่อนบ้านของทางช้างเผือก อยู่ในกลุ่มกาแลกซี่ท้องถิ่น (Local Group)

Dwarf Nova หรือ โนวาแคระ เป็นประเภทหนึ่งของดาวแปรแสงแบบไม่คงที่ ซึ่งกราฟความสว่างจะคงที่เป็นเวลานานแล้วก็สว่างขึ้นอย่างทันทีทันใด และกลับมาสว่างปกติอีกครั้ง เกิดขึ้นจากระบบดาวคู่ซึ่งมีสมาชิกดวงหนึ่งเป็นดาวแคระขาว (White dwarf) ตัวอย่างได้แก่ดาว U Geminorum Z Camelopardalis

Dwarf Star หรือ ดาวแคระ เป็นลักษณะทั่วไปของดาวฤกษ์ในกาแลกซี่มีประมาณ 90 เปอร์เซนต์ มีมวลโดยเฉลี่ย 60 เปอร์เซนต์ รู้จักกันในชื่อของ main-sequence ในแผนผัง HR-diagram คำว่าแคราะมาจากความสัมพันธ์ของความสว่างน้อยกว่าขนาด ดวงอาทิตย์ของเราก็เป็นหนึ่งในจำพวกดาวแคระด้วย


Event Horizon (อีเวนต์ ฮอลิโซน) เป็นขอบเขตของหลุมดำ (Black hole) ที่ซึ่งไม่มีวัตถุใดสามารถรอดพ้นการจับของหลุมดำไปได้ รัศมีของ Event Horizon เป็นที่รู้จักกันในชื่อของ Schwarzschild radius

Galilean Satellites (กา-ลิ-เลียน-แซท-เอล-ไลท) คือดวงจันทร์ขนาดใหญ่ของดาวพฤหัส 4 ดวงคือ Io,Europa,Ganymede และ Callisto ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากโลก ซึ่งกาลิเลโอ เป็นคนแรกที่สังเกตเห็น เมื่อปี 1610 จึงตั้งชื่อให้เป็นเกียรติ

Gamma-Ray Burst (GRB) (แกม-ม่า-เรย์-เบิซท) เป็นปฎิกิริยาเจิดจ้าของรังสีแกมม่า ในช่วงเวลาสั้นๆ นานไม่เกิน 2-3 นาที ตรวจพบครั้งแรกเมื่อปี 1967 จากดาวเทียมที่โคจรอยู่ และในปี 1999 กล้องอวกาศฮับเบิลก็ตรวจพบ GRB อีกที่ใจกลางของกาแลกซี่ไกลโพ้น

Galaxy (กาแลกซี่) เป็นส่วนหนึ่งของเอกภพ ที่ประกอบด้วยกลุ่มก๊าซ และดาวฤกษ์จำนวนนับล้านล้านดวง โดยส่งแรงดึงดูดถึงกันและกัน เกาะกลุ่มกันเป็นดาราจักร

Geocentric distance (จี-โอ-เซน-ทริด ดิส-แตนซ์) (delta) หมายถึงระยะทางจากวัตถุท้องฟ้าถึงโลก โดยทั่วไปจะใช้หน่วยวัดเป็น astronomical units (AU.)

Greenhouse effect (กรีนเฮ้าส์ เอฟเฟ็คท์) หรือปรากฏการณ์เรือนกระจก เกิดจากการที่ผิวของดาวเคราะห์ดูดซับแสงจากดวงอาทิตย์ แล้วแพร่คลื่นรังสีอินฟาเรด ซึ่งเป็นรังสีความร้อนออกไป ถ้าชั้นบรรยากาศประกอบด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก (เราเรียกว่า greenhouse gases) ซึ่งจะไม่ยอมให้รังสีอินฟาเรดทะลุผ่านออกไป ก็จะสะท้อนกลับมายังพื้นอีกครั้ง มีผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยบนผิวสูงมาก ตามความสัมพันธ์ของ จำนวนความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยกตัวอย่างเช่น ดาวศุกร์ มีความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงมาก อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 750 เคลวิน ส่วนบนโลกเรามี Greenhouse effect บ้างเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลพวงมาจาก กระบวนการทางเคมีของสิ่งมีชีวิต ที่คาย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมา แต่มีหลายคนเชื่อว่า ผลกระทบส่วนใหญ่ มาจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ที่ให้โลกของเราร้อนขึ้นทุกวัน

Meteor (มี-ทิ-เออ) หรือดาวตก บางก็เรียกว่า "shooting star" หรือ "falling star" ดาวตกนั้นแท้จริงแล้วคือ เศษของฝุ่น หรือหินที่ถูกแรงดึงดูดของโลกดูดเข้ามาแล้วผ่านชั้นบรรยากาศเสียดสีแล้วเกิด ลุกไหม้ ส่วนใหญ่แล้วดาวตกมักเกิดจากฝุ่นของดาวหาง ถ้าหาก มีจำนวนมากๆ เราก็เรียกว่าฝนดาวตก (Meteor Shower มี-ทิ-เออ-โช-เออ) ถ้ามีอัตราการตกถี่มากตั้งแต่ 1,000 ดวงต่อนาที ก็จะเรียกว่า พายุดาวตก (Meteor Storm มี-ทิ-เออ-สะตอม) ถ้าฝนดาวตกที่มีอัตราการตกน้อยกว่า 10 ดวงต่อชั่วโมง เราก็เรียกว่าเป็น Minor Meteor Showers


Magnetoshere (แมค-นี-โทส-สะ-เฟียร์) คือ อวกาศชั้นนอกสุดรอบๆดาวเคราะห์ที่มีสนามแม่เหล็ก โดยรูปร่างของชั้น magnetoshere จะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสลมสุริยะ โดยขอบเขตชั้นนอกสุดของ magentoshere เรียกว่า magnetopause และบริเวณที่มีความแปรปรวน ของเส้นแรงแม่เหล็กเนื่องจากกระแสลมสุริยะ เรียกว่า magnetosheath ส่วนบริเวณ magnetoshere ที่ยืดยาวออกไปตามทิศทางลมสุริยะ เรียกว่า magnetotail
ดาวเคราะห์และบริวารในระบบสุริยะบางดวงจะมีชั้น magnetoshere ด้วยเช่น ดาวพุธ โลก และดาวเคราะห์ยักษ์ อย่าง ดาวพฤหัสที่มีชั้น magnetoshere กว้างใหญ่กว่าดวงอาทิตย์


Meteoroids (มี-ทิ-เออ-ลอย) หรือ ดาวเคราะห์น้อย เป็นกลุ่มของวัตถุขนาดเล็กเป็นพวกหิน และฝุ่น ที่โคจรอยู่รอบ ดวงอาทิตย์ อยู่ระหว่าง ดาวอังคารกับดาวพฤหัส ดาวเคราะห์น้อยบางดวงเป็นเศษซากหลงเหลือของดาวหางด้วย กลุ่มของดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้บางที่เราก็เรียกว่า Meteor Stream

Meteor Train (มี-ทิ-เออ-ทเรน) หางของฝุ่นหรือก๊าซที่แตกตัว หลงเหลือเป็นทางยาวตามแนวดาวตกนั่นเอง

Occultation (อ็อค-คัล-เท-ชั่น) คือ การบังกันของวัตถุบนท้องฟ้า เช่นดาวเคราะห์บังแสงจากดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลๆ หรือ การที่ดวงจันทร์บังแสง จากดาวฤกษ์หรือดาวเคราะห์ ที่อยู่ห่างไกลออกไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.darasart.com/astrovocab/o.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น