วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ข้อ 15
เนื้อเรื่อง
เมื่อประมาณ 100,000 ล้านปี๋ตี้แล้ว เจ้านางคำปัน ได้เดินทางมาจาก กาแล็กซี่ ซะป๊ะ เพื่อไปแอ่วกอยเซาะหาสถานที่ตี้จะแป๋งตี้อยู่แห่งใหม่ในจักรวาล เจ้านางก่อได้เลือกบริเวณแห่งนึ่งซึ่งมีความเหมาะสมตี้จะแป๋งตี่อยู่แห่งใหม่ จากนั้นเจ้านางก่อได้เนรมิตหื้อเกิดวัตถุทรงกล๋ม มีสภาพเหมาะสมกับสิ่งมีชีวิต บันดาลฮื้อมีบรรยากาศ น้ำ ดิน และแร่ธาตุต่างๆ แล้วเจ้านางก่อได้หื้อเหล่าองครักษ์และนางสนมกำนัลจ้วยกั๋นแป๋งระบบดาวแห่งนี้
โดยหื้อสิ่งมีชีวิตนั้นสัญญาละก่อสาบานว่าจะทำดี บะเบียดเบียนกั๋น บะสร้างความวุ่นวายหื้อกับตั๋วเก่าละก่อคนอื่น
แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 10 ปี ก่อได้เกิดความวุ่นวายในระบบดาวแห่งนี้ สิ่งมีชีวิตเกิดความชั่วร้าย รบราฆ่าฟันกั๋น ขากศิลธรรมจริยธรรม และคิดจะเป๋นใหญ่
เมื่อเจ้านางคำปันได้ฮับอู้ก่อเกิดความเสียใจละโขดเป๋นอย่างมากละก่อได้ทำลายดาวดวงนี้หื้อวอดวาย ละก่อตั้งปฏิญานว่าจะบะปิ๊กมาบนดาวดวงนี้แหม
100 ปี๋ผ่านไปเจ้านางคำปันก่อได้หื้อกฎเนิดลูกป้อจาย มีจื้อว่า เจ้าชายบุญทา เมื่อเจ้าชายอายุได้ 20 ปี๋ก่อได้ทรงหนีเจ้าแม่ของพระองค์เพื่อไปแอ่วต๋ามตี้ต่างๆ แล้วได้ทรงเห็นถึงความสวยงามของสถานที่ตี้เมื่อก่อนเกนเป็นดาวตี้เจ้าแม่ของพระองค์แป๋ง แล้วได้เกิดกำกึ๊ดตี้จะแป๋งมันขึ้นมาแหม เมื่อพระองค์ปิ๊กไปยังดาวซะป๊ะก่อได้ทูลขอเจ้านางคำปันเพื่อที่จะมาสร้างระบบดาวแห่งนี้ แต่เจ้านางได้คัดค้าน แต่เจ้าชายก่อดื้อรั้น เจ้านางจึงอนุญาต แต่มีข้อแม้ว่าต้องยะด้วยตั๋วเก่า เจ้าชายจึงรับคำละก่อเดินทางไปยังสถานที่แห่งนั้น
เมื่อเสด็จไปถึงพระองค์ก่อได้เริ่มสร้างโลกขึ้น บันดาลหื้อเกิด บรรยากาศ ดิน น้ำ สิ่งมีชีวิต ละก่อแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ตี้จะหื้อแสงสว่างแก่สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ซึ่งเจ้าชายก่อได้ใช้เวลาเมินเหมือนกั๋น ประมาณ 100 ปี๋ ทรงตั้งจื้อระบบดาวแห่งนี้ว่า ระบบสุริยะ
จากนั้นก่อได้ทรงเสด็จอยู่บนดาวดวงหนึ่งตี้มีความอุดมสมบูรณ์ โดยมีสิ่งมีชีวิตตี้เฉลียวฉลาดซึ่งต่อมาก่อคือมนุษย์ เป็นคนรับใช้ เจ้าชายได้ฮับการสรรเสริญและเป๋นเทพเจ้าของเหล่ามนุษย์ตลอดไป ละทรงหื้อเหล่ามนุษย์สัญญาว่าจะะเป๋นคนดี ถ้าหากเมื่อวันใดผิดคำสาบานพระองค์ก่อจะทำลายดาวและสิ่งต่างๆในระบบนี้.....
ขอขอบคุณ
รูปประกอบจาก นาย นวสันต์ นักเรียนชั้น ม.4/5
การรระบายสีจาก นาย วราวุฒิ ต้นนาค นักเรียนชั้น ม.3/4
วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ข้อที่ 6
1.
วาเลนไทน์ในอวกาศ
วงแหวนสีทองและอัญมณีมีค่าอาจจะเป็นของขวัญตาม ธรรมเนียมระหว่างคู่รักเนื่องในโอกาสวันวาเลนไทน์ แต่ถ้าเป็นวงแหวนยักษ์ของหลุมดำล่ะ ภาพใหม่จากอวกาศก็มีลักษณะคล้ายอย่างนี้
ภาพวงแหวนหลุมดำซึ่งนาซ่าเผยแพร่ออกมาเมื่อวัน ที่ 9 กุมภาพันธ์ ถ่ายโดยใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศหลายตัวในช่วงความยาวคลื่นต่างๆ ของแสง กาแลคซีที่กำลังมีปฏิสัมพันธ์กันสองแห่งซึ่งเรียกรวมๆ ว่า Arp 147 ได้สร้างภาพที่งามจับตาขึ้น Arp 147 นั้นอยู่ห่างจากโลกออกไป 430 ล้านปีแสงในกลุ่มดาววาฬ(Cetus) มันประกอบด้วยเศษซากผสมรวมกันซึ่งเหลืออยู่จากการชนของกาแลคซีกังหันแห่ง หนึ่ง(ขวา) เข้ากับกาแลคซีทรงกลมอีกแห่งหนึ่ง(ซ้าย) ซึ่งได้ปล่อยคลื่นการก่อตัวดาวฤกษ์ที่กำลังแผ่ซ่านออกมา และก็เป็นคลื่นของดาวที่สร้างวงแหวน กลุ่มของดาวมวลสูงอายุน้อยทำให้มันมีสีฟ้าเจิดจ้า แต่ดาวเหล่านี้ก็มีขนาดใหญ่โตและอายุสั้น คงอยู่เพียงไม่กี่ล้านปีก่อนที่จะระเบิดกลายเป็นซุปเปอร์โนวาหรือยุบตัวเป็น หลุมดำ ดาวนิวตรอนและหลุมดำเปล่งรังสีเอกซ์จากการดึงมวลสารจากดาวข้างเคียงซึ่งจะ ปรากฎเป็นประกายสีชมพูแต่งแต้มวงแหวนคล้ายกับอัญมณีในอวกาศ แหล่งรังสีเอกซ์ 9 แห่งกระจายอยู่ทั่ววงแหวนใน Arp 147 นั้นสว่างมากจนพวกมันน่าจะเป็นหลุมดำซึ่งมีมวลประมาณ 10 ถึง 20 เท่ามวลดวงอาทิตย์ นอกจากนี้ยังตรวจพบแหล่งรังสีเอกซ์ในนิวเคลียสของกาแลคซีสีแดงเข้มทางซ้าย และอาจจะได้รับพลังงานจากหลุมดำมวลมหาศาลที่ค่อนข้างขาดอาหาร แหล่งนั้นไม่ปรากฎในภาพประกอบแต่เห็นได้ชัดในภาพรังสีเอกซ์ และยังเห็นวัตถุอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Arp 147 ทั้งดาวฤกษ์พื้นหน้าสว่างดวงหนึ่งทางล่างซ้ายของภาพและควาซาร์พื้นหลังที่ อยู่ห่างไกลปรากฏเป็นสีชมพูทางบนซ้ายของกาแลคซีสีแดง เพื่อที่จะสร้างภาพ Arp 147 ภาพใหม่ นาซ่าได้รวมการสำรวจจากหอสังเกตการณ์รังสีเอกซ์จันทรา(ซึ่งจับหลุมดำ) และกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล(แสงช่วงตาเห็น) การสำรวจอื่นโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ในช่วงอินฟราเรด และการศึกษาอุลตราไวโอเลตโดยใช้ Galaxy Evolution Explorer ได้ให้แนวคิดกับนักดาราศาสตร์ว่าดาวนั้นก่อตัวอยู่ภายในวงแหวนได้เร็วแค่ไหน นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าช่วงเวลาที่มีการก่อตัวดาวฤกษ์คึกคักที่สุดจบลง เมื่อ 15 ล้านปีก่อน การศึกษาที่มีพื้นฐานจากการสำรวจ Arp 147 แบบบูรณาการนี้จะเผยแพร่รายละเอียดใน Astrophysical Journal ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา:
astronomy.com : giant ring of black holes in Arp 147
space.com : cosmic Valentine’s Day photo reveals black hole ring
2.
ดาวเสาร์สร้างวงแหวนจากดวงจันทร์
แบบจำลองเสมือนจริงที่สร้างโดยสถาบันวิจัย เซาธ์เวสต์อาจจะอธิบายว่าเพราะเหตุใดวงแหวนมหึมาและดวงจันทร์วงในของดาว เสาร์ก่อตัวขึ้นภายในการชนของดวงจันทร์บริวารขนาดเท่าไททัน กับดาวเคราะห์เองแบบจำลองเสมือนจริง Smooth Particle Hydrodynamics(SPH) ซึ่งสสารแสดงเป็นอนุภาคถูกดึงออกจากดวงจันทร์บริวารขนาดเท่าไททันที่มีน้ำ แข็ง 45% ในชั้นหลอมเหลวภายนอกและ 55% ซิลิเกตและโลหะในแกนกลาง ภาพแสดงวัสดุสารถูกดึงออกจากดวงจันทร์หลังจาก(ซ้าย) 8 ชั่วโมงเสมือนจริง และ(ขวา) 25 ชั่วโมงเสมือนจริง เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น ดวงจันทร์จะมีรัศมีโคจรที่ค่อยๆ ลดลง โดยแรงดึงฉีกยังคงกระชากน้ำแข็งออกจนกระทั่งแกนหินของดวงจันทร์ชนกับดาว เคราะห์ : วงแหวนของดาวเสาร์นั้นมีองค์ประกอบเป็นน้ำแข็ง 90 ถึง 95% เนื่องจากฝุ่นและเศษซากจากอุกกาบาตหินได้ปนเปื้อนวงแหวน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเมื่อก่อตัวขึ้นวงแหวนเป็นน้ำแข็งบริสุทธิ์ องค์ประกอบนี้ผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับสสารในระบบสุริยะส่วนนอกที่ประกอบ ด้วยหินและน้ำแข็งในปริมาณเท่าๆ กัน ในขณะเดียวกัน ความหนาแน่นที่ต่ำของดวงจันทร์วงในดาวเสาร์แสดงว่าพวกมันก็เต็มไปด้วยน้ำ แข็งอย่างผิดปกติด้วยเช่นกัน ทฤษฎีกำเนิดวงแหวนที่เป็นที่ยอมรับก่อนหน้านี้บอกว่าวงแหวนก่อตัวขึ้นเมื่อ มีดาวหางชนดวงจันทร์ขนาดเล็ก Robin M. Canup ผู้ช่วยประธานอำนวยการวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ของ SwRI กล่าวว่า ลำดับเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นผลให้วงแหวนเป็นส่วนผสมระหว่างหินกับน้ำแข็ง แทนที่จะเป็นวงแหวนอุดมด้วยน้ำแข็งอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ ทฤษฎีใหม่เชื่อมโยงการก่อตัววงแหวนเข้ากับการก่อตัวของดวงจันทร์ดาวเสาร์ ขณะที่ดาวพฤหัสมีดวงจันทร์ขนาดใหญ่ 4 ดวง ดาวเสาร์กลับมีแค่ดวงเดียวคือไททัน งานก่อนหน้านี้บอกว่าเดิมทีเคยมีดวงจันทร์บริวารขนาดเท่าไททันหลายๆ ดวงได้ก่อตัวรอบดาวเสาร์ แต่พวกที่มีวงโคจรใกล้กว่าไททันจะหายไปเมื่อพวกมันค่อยๆ โคจรหมุนวนเข้าหาดาวเคราะห์เมื่อ 4.5 พันล้านปีก่อน เมื่อดวงจันทร์บริวารที่กำลังจะสาบสูญเข้าใกล้ดาวเสาร์ ความร้อนที่เป็นสาเหตุจากรูปร่างที่ยืดออกโดยแรงโน้มถ่วงดาวเคราะห์ น่าจะเป็นสาเหตุให้น้ำแข็งของมันหลอมเหลวและหินของมันก็จมลงสู่ใจกลาง Canup ใช้แบบจำลองเสมือนจริงหลายๆ งานเพื่อแสดงว่าเมื่อดวงจันทร์ผ่านพื้นที่ที่เป็นวงแหวน B ในปัจจุบัน แรงดึงฉีกของดาวเคราะห์จะกระชากวัสดุสารจากชั้นน้ำแข็งภายนอกออก ขณะที่แกนกลางหินก็ยังคงยึดจับกันแน่นและต่อมาก็ชนกับดาวเคราะห์ กระบวนการนี้โดยธรรมชาติดูเหมือนจะคัดเลือกแต่วงแหวนน้ำแข็งบริสุทธิ์ เธอ กล่าว กระบวนการที่รุนแรงน่าจะเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง โดยมีดวงจันทร์คล้ายไททันหลายดวงที่แตกต่างกันไปหมุนวนเข้าสู่ความตาย แต่ละเหตุการณ์ก็น่าจะรบกวนและทำลายระบบวงแหวนเดิมไป ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันน่าจะเป็นสิ่งที่เหลืออยู่จากดวงจันทร์ บริวารดวงสุดท้ายที่เกิดเหตุการณ์นี้ กระบวนการได้สร้างวงแหวนน้ำแข็งเริ่มแรกที่มีขนาดใหญ่กว่าวงแหวนดาวเสาร์ใน ปัจจุบันอย่างมาก(ประมาณ 10 ถึง 100 เท่า) แต่เมื่อเวลาผ่านไป การชนในวงแหวนน่าจะเป็นสาเหตุให้มันแผ่ออกตามระนาบรัศมีและมวลลดลง วัสดุสารในวงแหวนที่แผ่เข้าข้างในจะสูญเสียไป ในขณะที่วัสดุสารที่แพร่กระจายผ่านขอบนอกของวงแหวนจะสะสมกลายเป็นดวงจันทร์ น้ำแข็งที่มีมวลประเมินสอดคล้องกับดวงจันทร์วงในอย่างเทธิส, เอนเซลาดัสและไมมาส ที่เห็นในปัจจุบัน Canup กล่าวว่า แบบจำลองใหม่เสนอว่าวงแหวนนั้นเป็นสิ่งดั่งเดิม ก่อตัวจากเหตุการณ์เดียวกันกับที่ทำให้ไททันกลายเป็นดวงจันทร์บริวารขนาด ใหญ่เพียงดวงเดียวของดาวเสาร์ เรื่องที่ได้ก็คือวงแหวนและดวงจันทร์วงในของดาวเสาร์จนถึงเทธิสนั้น มีกำเนิดร่วมกันและเป็นสิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ของดวงจันทร์ข้างเคียงที่หาย ไปของไททัน
ในระหว่างปฏิบัติการภาคต่อซึ่งสิ้นสุดในปี 2017 ยานแคสสินีจะตรวจสอบมวลปัจจุบันของวงแหวนและจะตรวจสอบอัตราการปนเปื้อนวง แหวนโดยอ้อม สิ่งนี้น่าจะช่วยให้การประเมินอายุของวงแหวนดีขึ้นและเป็นการทดสอบแบบจำลอง กำเนิดวงแหวนอันใหม่นี้ด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา:
space.com : Saturn’s rings may be remains of ripped-apart moon
astronomy.com : demise of large satellite may have led to the formation of Saturn’s rings and inner moons
3.
กาแลคซีแคระมีหลุมดำยักษ์ใหญ่
การศึกษาใหม่บอกว่ากาแลคซีเล็กใกล้เคียงแห่ง หนึ่งซึ่งก่อตัวดาวฤกษ์ด้วยอัตราที่สูงนั้นดูเหมือนจะมีหลุมดำขนาดยักษ์ในใจ กลางของมัน การค้นพบนี้สร้างความประหลาดใจเนื่องจากกาแลคซีแคระเช่นนี้มักจะไม่มีหลุมดำ มวลมหาศาล(supermassive black holes) กาแลคซีแห่งนี้น่าจะช่วยไขปริศนาที่ว่า อะไรมาก่อน หลุมดำหรือกาแลคซี กาแลคซีแคระ Henize 2-10 พร้อมข้อมูลช่วงตาเห็นจากฮับเบิลแสดงเป็นสีแดง, เขียว และฟ้า, ข้อมูลจาก VLA แสดงเป็นสีเหลือง และข้อมูลจากจันทราแสดงเป็นสีม่วง ตำแหน่งของหลุมดำระบุด้วยกากบาทสีแดง หลุมดำนั้นถูกตรวจพบในพื้นที่ใจกลางกาแลคซีที่เปล่งคลื่นวิทยุและรังสีเอกซ์ อย่างรุนแรง : กาแลคซีขนาดใหญ่หลายแห่งรวมทั้งทางช้างเผือก ของเราเอง มีหลุมดำมวลมหาศาลในใจกลางของพวกมัน นักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าหลุมดำเหล่านี้ก่อตัวขึ้นก่อนแล้วจากนั้นกาแลคซีก็ ก่อตัวขึ้นรอบๆ มัน หรือเป็นในทางตรงกันข้าม การค้นพบใหม่ที่เป็นหลุมดำที่มีมวลมากกว่า 1 ล้านเท่าดวงอาทิตย์อยู่ในกาแลคซีแคระใกล้เคียง Henize 2-10 น่าจะบอกใบ้ถึงคำตอบนี้ได้ กาแลคซี Henize 2-10 ซึ่งอยู่ห่างออกไป 30 ล้านปีแสงได้ถูกศึกษามาเป็นเวลาหลายปีและมันก็กำลังก่อตัวดาวฤกษ์อย่างรวด เร็ว ด้วยรูปร่างไม่ปกติที่มีความกว้างประมาณ 3000 ปีแสงเปรียบเทียบกับทางช้างเผือกที่ 1 แสนปีแสง มันคล้ายกับกาแลคซีแห่งแรกๆ ที่ก่อตัวขึ้นในเอกภพช่วงแรกเริ่ม Amy Reines ผู้นำการศึกษา นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย Henize 2-10 นั้นขาดแคลนส่วนป่อง(bulge) ซึ่งเป็นกลุ่มก้อนของดาวที่อยู่กันหนาแน่นซึ่งปรากฎอยู่ที่ใจกลางของกาแลคซี กังหันเกือบทุกแห่ง โดยปกติ มวลของส่วนป่องใจกลางของกาแลคซีจะเป็นปฏิภาคโดยตรงกับมวลของหลุมดำมวลมหาศาล ของมัน นักวิจัยบางคนคิดว่ากาแลคซีจะต้องมีส่วนป่องขึ้นมาก่อนที่หลุมดำจะก่อตัวได้ เมื่อสองปีก่อน ทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติได้พบว่าหลุมดำในกาแลคซีอายุน้อยในเอกภพช่วงแรกๆ นั้นมีขนาดใหญ่เกินกว่าอัตราส่วนที่บ่งชี้ไว้ ซึ่งพวกเขาบอกว่าเป็นหลักฐานอย่างชัดเจนว่าหลุมดำพัฒนาขึ้นก่อนกาแลคซีที่ ล้อมรอบพวกมัน Reines กล่าวว่า สิ่งนี้บอกอย่างแน่ชัดว่าหลุมดำนั้นมาก่อน เนื่องจาก Henize 2-10 เป็นกาแลคซีแคระที่มีมวลต่ำมากๆ โดยไม่มีส่วนป่องให้พบเห็น แต่มันก็มีหลุมดำมหาศาลอยู่ตรงนั้นเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นโดยนัยแล้วคุณไม่ต้องมีส่วนป่องเพื่อสร้างหลุมดำขึ้นก็ได้ แต่ยังคงต้องมีการวิจัยมากขึ้นเพื่อตรวจสอบว่าเป็นกรณีปกติหรือถ้า Henize 2-10 เป็นกรณีพิเศษ ผลสรุปนี้บอกว่าเราต้องมองดูกาแลคซีแคระแห่งอื่นๆ ที่คล้าย Henize 2-10 ให้มากขึ้น เนื่องจากขณะนี้เรายังไม่ทราบว่ามันเป็นกรณีที่หาได้ยากหรือว่า กาแลคซีแห่งอื่นอย่างนี้ก็มีหลุมดำของพวกมันเอง Reine กล่าว ขณะนี้มีการพบหลุมดำที่ใจกลางกาแลคซีอื่นซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับหลุมดำใน Henize 2-10 แต่กาแลคซีเหล่านั้นทั้งหมดต่างก็มีรูปร่างที่เป็นปกติมากกว่า Henize 2-10 แตกต่างไม่เพียงแค่รูปร่างไม่ปกติและขนาดที่เล็ก แต่ยังมีการก่อตัวดาวฤกษ์อย่างบ้าคลั่งซึ่งกระจุกตัวเป็นกลุ่ม ในซุปเปอร์กระจุกดาวที่อยู่กันหนาแน่นจำนวนมาก Reine และเพื่อนร่วมงานใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุ Very Large Array ของมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติในนิวเมกซิโกพร้อมทั้งกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับ เบิลเพื่อสำรวจกาแลคซีแคระแห่งนี้ นักวิจัยไม่ได้มองหาหลุมดำ แต่กลับตั้งใจศึกษาการก่อตัวดาวฤกษ์อย่างบ้าคลั่งภายใน Henize 2-10 มันเป็นการค้นพบที่บังเอิญโชคดีที่ได้พบ เดิมทีฉันศึกษาการก่อตัวดาวฤกษ์อย่างบ้าคลั่งใน Henize 2-10 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก โดยไม่ได้คิดถึงหลุมดำเลย เธอกล่าว แต่ขณะที่วิเคราะห์ข้อมูล Reines ได้สังเกตเห็นคลื่นวิทยุที่มาจากใจกลางของกาแลคซีแคระซึ่งดูเหมือนเป็น ลักษณะเฉพาะที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้เมื่อวัสดุสารที่กำลังตกลงสู่หลุม ดำได้เปล่งไอพ่นรังสีออกสู่อวกาศ นักวิจัยได้เปรียบเทียบการสำรวจของพวกเขากับภาพของกาแลคซีจากกล้องโทรทรรศน์ อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา ซึ่งแสดงว่าพื้นที่ใจกลางแห่งเดียวกันนี้ก็เปล่งรังสีเอกซ์รุนแรงด้วยเช่น กัน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติสำหรับหลุมดำ Reine บอกว่าการค้นพบอย่างเหลือเชื่อของเธอได้เปลี่ยนแผนเกี่ยวกับสิ่งที่เธออยาก จะศึกษาในอนาคต สำหรับงานหลังปริญญาเอก ฉันอยากจะศึกษากาแลคซีที่คล้ายกับ Henize 2-10 ให้ละเอียดมากขึ้นและค้นหาตัวอย่างอื่นๆ อย่างนี้ด้วย การค้นพบของทีมเผยแพร่ในวารสาร Nature ออนไลน์วันที่ 9 มกราคม
แหล่งที่มา:
space.com : ginormous black hole may solve longstanding mystery
astronomy.com : dwarf galaxy harbors supermassive black hole
4.
เด็กสิบขวบพบซุปเปอร์โนวา
เด็กหญิงชาวแคนาดาวัยสิบขวบได้กลายเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดที่ค้นพบซุปเปอร์โนวา Kathryn Aurora Gray จากเฟรดเดริคตัน นิวบรันสวิค ในแคนาดาพร้อมกับคุณพ่อผู้คลั่งไคล้ดาราศาสตร์ Paul Gray และ David Lane ได้พบซุปเปอร์โนวาแมกนิจูด 17 ซึ่งเรียกว่า ซุปเปอร์โนวา 2010lt ในกาแลคซี UGC 3378 ในกลุ่มดาวจีราฟ(Camelopardalis) Lane ได้ถ่ายภาพกาแลคซีคืนก่อนปีใหม่ 2010 และ Kathryn และ Paul ได้ค้นพบสัญญาณของซุปเปอร์โนวาในภาพวันที่ 2 มกราคม 2011 ซุปเปอร์โนวาเป็นการระเบิดของดาวฤกษ์ที่แสดงถึงการตายอย่างรุนแรงของดาวที่ มีมวลหลายเท่ามวลดวงอาทิตย์ มันน่าสนใจสำหรับนักดาราศาสตร์เนื่องจากซุปเปอร์โนวาสร้างธาตุเกือบทั้งหมด ที่เปลี่ยนมาเป็นโลกและดาวเคราะห์อื่น และยังเพราะนักวิทยาศาสตร์สามารถใช้ซุปเปอร์โนวาเพื่อประเมินขนาดและอายุของ เอกภพ ซุปเปอร์โนวานั้นเป็นเหตุการณ์ที่พบได้ยาก ครั้งสุดท้ายในกาแลคซีของเราเกิดขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก่อนที่จะมีการคิดค้นกล้องโทรทรรศน์ โอกาสในการค้นพบสามารถเพิ่มขึ้นได้โดยการตรวจสอบกาแลคซีแห่งอื่นๆ ซ้ำๆ ซุปเปอร์โนวาใหม่ๆ จะปรากฎตัวเป็นจุดแสงสว่างที่ไม่ได้อยู่ในกาแลคซีนั้นๆ เมื่อตรวจสอบครั้งล่าสุด เนื่องจากซุปเปอร์โนวาสามารถฉายแสงกลบแสงของดาวอีกหลายล้านดวงได้ มันจึงง่ายที่จะจับด้วยกล้องโทรทรรศน์รุ่นใหม่ล่าสุด แม้แต่ในกาแลคซีไกลโพ้นอย่าง UGC 3378 ซึ่งอยู่ห่างออกไป 240 ล้านปีแสง ในไม่ช้า การค้นพบครั้งนี้ได้รับการรับรองโดย Brian Tieman นักดาราศาสตร์สมัครเล่นที่อิลลินอยส์ และ Jack Newton นักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวแคนาดา ที่อริโซน่า จากนั้นก็รายงานต่อไปที่ Central Bureau for Astronomical Telegrams ของ IAU สำหรับ Lane นี่เป็นการค้นพบซุปเปอร์โนวาครั้งที่ 4, Gray ผู้พ่อเป็นครั้งที่ 7 และเป็นครั้งแรกของ Kathryn และวันรุ่งขึ้น สเปคตรัมที่ถ่ายโดยหอสังเกตการณ์วิพเพิล ในอริโซน่า ระบุว่ามันเป็นการระเบิดประเภท Ia ซึ่งจับไว้ได้ในช่วงที่สว่างเกือบมากที่สุด Paul กล่าวว่า เธอได้ยินผมบอกภรรยาเกี่ยวกับ Caroline Moore ซึ่งเป็นวัยรุ่นชาวนิวยอร์ด ที่ค้นพบซุปเปอร์โนวาในปี 2008 ได้ถ่ายรูปร่วมกับประธานาธิบดีโอบาม่า ในงานสตาร์ปาร์ตี้ที่ทำเนียบขาว Kathryn เห็น Paul ล่าซุปเปอร์โนวาในภาพ และคิดว่าเธอน่าจะลองทำดูบ้าง ถ้าอายุ 14 ทำได้ หนูก็ทำได้ เธอบอก
แหล่งที่มา:
astronomy.com : ten-year-old Canadian girl discovers exploding star
skyandtelescope.com : 10-year-old girl spots supernova
5.
ไชล่าดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อย
จากการสำรวจใหม่บอกว่าดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่ง ที่ถูกค้นพบเมื่อร้อยกว่าปีก่อนอาจจะไม่ใช่ดาวเคราะห์น้อยแต่อย่างใด แต่เป็นดาวหางที่สิ้นฤทธิ์ซึ่งกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ดาวเคราะห์น้อย 596 Scheila ตามที่บันทึกภาพเมื่อวันที่ 15 ธันวาคมโดย Alex Gibbs ด้วยกล้องสะท้อนแสงขนาด 1.5 เมตรเหนือเมาท์เลมมอน อริโซน่า ในภาพจะเป็นการปะทุเป็นหางฟุ้ง ค่ำคืนของวันที่ 11 ธันวาคม Steve Larson จากโครงการสำรวจท้องฟ้าคัทรีน่า(CSS) ที่มหาวิทยาลัยอริโซน่ากำลังสำรวจหาดาวเคราะห์น้อยที่อาจเป็นอันตราย เมื่อเขาได้พบกับสิ่งที่ดูเหมือนดาวหาง มันมีหางฝ้าสลัวที่ล้อมรอบแกนกลางสว่างคล้ายดาวฤกษ์ ภาพสี่ภาพที่ถ่ายในช่วงเวลา 30 นาทีเผยให้เห็นว่าวัตถุนี้กำลังเคลื่อนที่เมื่อเทียบกับดาวที่พื้นหลัง Larson กล่าวว่า ความสว่างมีแมกนิจูดรวมตาเปล่า 13.4 ซึ่งสลัวกว่าที่ดาวมืดที่สุดที่ตามนุษย์จะเห็นได้ด้วยตาเปล่าประมาณ 900 เท่า ทำให้ผมสงสัยว่ามันเป็นดาวหางที่รู้จัก แต่ผมตรวจสอบฐานข้อมูลดาวหางแล้วก็ไม่ได้อะไรเลย เขาบอกว่ามีความคิดว่าดาวหางนั้นเป็นแหล่งหลักที่นำน้ำมาสู่โลก และดาวหางสิ้นฤทธิ์(extinct comet) ก็อาจมีแหล่งสำหรับการสำรวจอวกาศที่มีประโยชน์ การสำรวจมากขึ้นเผยให้เห็นว่าวัตถุนั้นเป็นดาวเคราะห์น้อยที่รู้จักซึ่งมี ชื่อว่า (596)Scheila ซึ่งถูกค้นพบในปี 1906 หินในอวกาศก้อนนี้กำลังพุ่งผ่านอวกาศไปพร้อมๆ กับวัตถุคล้ายกันอีกหลายพันดวงในแถบดาวเคราะห์น้อยหลักในระบบสุริยะของเรา ซึ่งอยู่ระหว่างวงโคจรดาวอังคารและดาวพฤหัส นอกระนาบสุริยวิถีซึ่งดาวเคราะห์และดาวเคราะห์น้อยเกือบทั้งหมดเดินทางอยู่ สมาชิกทีมสำรวจท้องฟ้าคัทรีน่า Alex Gibbs ตรวจสอบภาพก่อนหน้านี้ในคลังการสำรวจแต่ไม่พบกิจกรรมใดๆ จนกระทั่งวันที่ 3 ธันวาคม ในเวลานั้น วัตถุดูเหมือนจะสว่างมากกว่าและฟุ้งกว่าเล็กน้อย การวิเคราะห์สีของ (596) Scheila ก่อนหน้านี้บ่งชี้ว่ามันประกอบด้วยวัสดุสารคาร์บอนาเชียสดั่งเดิมซึ่งเหลือ อยู่จากการก่อตัวของระบบสุริยะและอาจจะเป็นดาวหางสิ้นฤทธิ์ หลังจากประกาศการค้นพบไป ประชาคมดาราศาสตร์ก็ตอบสนองโดยการหันกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หลายๆ ตัวไปที่วัตถุที่ถ่ายภาพและสเปคตรัมเพื่อตรวจสอบว่าหางของมันประกอบด้วยน้ำ แข็งและก๊าซที่พ่นออกจากวัตถุ หรือมันเป็นฝุ่นที่เหลืออยู่จากการชนกับดาวเคราะห์น้อยดวงอื่น Larson กล่าวว่า เรากำลังศึกษาวิวัฒนาการของเมฆฝุ่นเพื่อตรวจสอบว่ามันเป็นผลจากกิจกรรมอย่าง ไหน ในทางทฤษฎี สเปคตรัมสามารถแยกแยะระหว่างความเป็นไปได้สองทางได้ สเปคตรัมเบื้องต้นจากส่วนที่ปะทุออกมาแสดงว่าโคม่าที่ล้อมรอบดาวเคราะห์น้อย นั้นประกอบด้วยฝุ่น แต่ยังต้องการการสำรวจที่มากขึ้นเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ ไชล่า Larson กล่าวว่า ดาวเคราะห์น้อยเกือบทั้งหมดเป็นชิ้นส่วนการชนจากดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่กว่า และมีองค์ประกอบแร่ธาตุที่หลากหลาย แต่ชิ้นส่วนที่เคยเป็นดาวหางซึ่งน้ำแข็งที่ระเหยไปถูกผลักออกจากดวงอาทิตย์ ถ้ากิจกรรมในไชล่าได้รับการพิสูจน์ว่าธรรมชาติของมันเป็นดาวหาง มันจะเป็นดาวหางในแถบ(ดาวเคราะห์น้อย) หลักเพียงดวงที่ 6 เท่านั้นที่เคยพบมา และมีขนาดใหญ่กว่าดาวหางแถบหลักอื่นๆ ที่เคยจำแนกประมาณร้อยเท่า(เส้นผ่าศูนย์กลาง 113 กิโลเมตร) ในปี 1998 Larson ได้ก่อตั้งโครงการสำรวจท้องฟ้าคัทรีน่า ซึ่งเป็นโครงการที่นาซ่าสนับสนุนเพื่อค้นหาและทำรายชื่อดาวเคราะห์น้อยที่ เข้ามาใกล้โลกและอาจสร้างอันตราย โครงการดำเนินงานกล้องโทรทรรศน์ 2 ตัวในภูเขาคัทรีน่า และอีกตัวในออสเตรเลีย และขณะนี้ได้ค้นพบวัตถุใกล้โลกประมาณ 70% ซึ่งรวมถึงดวงหนึ่งที่ตกลงในซูดานในปี 2008
แหล่งที่มา:
astronomy.com : Catalina Sky Survey discovers possible extinct comet
skyandtelescope.com : the strange tails of asteroid Scheila
ข้อ 21
การเคลื่อนที่ของโลกรอบดวงอาทิตย์
ขณะที่โลกหมุนรอบตัวเอง โลกก็เคลื่อนหรือโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปด้วย การเคลื่อนรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบใช้เวลา 1 ปี โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วที่สูงกว่าจรวด ซึ่งส่งดาวเทียมออกไปนอกโลก ดังนั้นจึงอาจจะเปรียบเทียบได้ว่าโลกเป็นยานอวกาศลำใหญ่ที่โคจรอยู่ในอวกาศ รอบดวงอาทิตย์
เมื่อโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์จะเกิด "ระนาบทางโคจรของโลก”ซึ่งหมายถึงพื้นราบที่มีดวงอาทิตย์และโลกอยู่บนพื้นราบเดียวกัน พื้นราบอาจแผ่ออกไปไกลถึงฟ้า เส้นโค้งซึ่งเกิดจากระนาบทางโคจรของโลกไปตัดท้องฟ้าเรียกว่า สุริยวิถี หรือ เส้นอิคลิปติก
แกนที่โลกหมุนรอบซึ่งผ่านขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ไม่ตั้งฉากกับระนาบทาง โคจร แต่เอียงจากแนวตั้งฉากเป็นมุมประมาณ 23.5 องศา การเอียงของแกนโลกเช่นนี้จะทำให้ขั้วโลกเหนือหันเข้าหาดวงอาทิตย์ในเดือน มิถุนายน และหันออกจากดวงอาทิตย์ในเดือนธันวาคม
ผลสะท้อนที่เกิดจากการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลกในลักษณะแกนเอียง
1. เกิดฤดูกาลต่าง ๆ ในซีกโลกเหนือ เดือนมิถุนายน เป็นฤดูร้อน เดือนกันยายน เป็นฤดูใบไม้ร่วง เดือนธันวาคม เป็นฤดูหนาว เดือนมีนาคม เป็นฤดูใบไม้ผลิ
2. กลางวัน กลางคืนยาวไม่เท่ากันตลอดทั้งปี ในซีกโลกเหนือ เดือนมิถุนายน กลางวันยาวกว่ากลางคืน เดือนกันยายน กลางวันเท่ากับกลางคืน เดือนธันวาคม กลางวันสั้นกว่ากลางคืน เดือนมีนาคม กลางวันเท่ากับกลางคืน
3. ดวงอาทิตย์ปรากฏเคลื่อนที่จากตะวันตกไปตะวันออกในหมู่ดาวจักรราศี
4. ดาวประจำที่จะขึ้นเร็วกว่าวันก่อนวันละประมาณ 4 นาที
ขอขอบคุณแหล่งที่มา
http://learn.pbi.ac.th/html/science2-8.htm
ข้อ 11
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2553 ดิฉันและเพื่อนนักเรียนนวมินทร์อีก 3 คนได้มีโอกาสเข้าร่วมค่ายผู้นำเยาวชนดาราศาสตร์ครั้งที่ 7 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และได้มีโอกาสเข้าชมหอดูดาวสิรินธร ภายในหอดูดาวมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับดวงดาว วัตถุท้องฟ้าต่าง และนิทรรศการเทิดพระเกีรติสมเด็จพระเทพรัตนสุดา สยามบรมราชกุมารี ดิฉันได้มีโอการสัมผัสดูดวงดาวต่างๆผ่านกล้องดูดาวบนหอดูดาวสิรินธร ซึ่งกล้องดูดาวนั้นทำงานด้วยระบบดิจิตอล ดิฉันได้เห็นพื้นผิวของดวงจันทร์ ลักษณะของผิวดวงจันทร์มีลักษณะขรุขระ เห็นดาวพฤหัส ดาวพฤหัวเป็นดาวเคราะห์แก๊ส มีดวงจันทร์บริวาร 4 ดวง และพี่ๆ มช.ได้ชี้กลุ่มดาวต่างๆให้ดิฉันและเพื่อนๆดู เวลาปนะมาณ 23.00 น. ดิฉันกับเพื่อนๆก็ได้ค้างแรมที่หอดูดาว เมื่อถึงตอนเช้าเราก็กลับไปยังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ข้อ 16
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2551 ดิฉันไดมีโอกาสไปทัศนศึกษา และไ้แวะชมท้องฟ้าจำลอง ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึก
ษา รังสิต โดยเมื่อได้เข้าไปชมการแสดงท้องฟ้าจำลองอันดับแรกเขาจะฉายการ์ตูนแอนนิเมช่นเกี่ยวกับดวงดาวและอวกาศให้ชม จากนั้นก็จะเป็นการบรรยายกลุ่มดาวต่างๆบนท้องฟ้า และเขาก็บอกว่่าเราอยู่ภาคเหนือจะสามารถเห็นดาวอะไรได้บ้าง
ข้อ 10
กระจุกดาวลูกไก่ มองเห็น 7 ดวง ที่มุมอาซิมุส ประมาณ 315 องศาเหนือ มุมเงย ประมาณ 45 องศา เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ในวันที่ 21 ก.พ. 54
กระจุกดาวลูกไก่ หรือ กระจุกดาวไพลยาดีส (อังกฤษ: Pleiades) หรือวัตถุเมสสิเยร์ M45 หรือ ดาวพี่น้องทั้งเจ็ด เป็นกระจุกดาวเปิดในกลุ่มดาววัว ประกอบด้วยดาวฤกษ์ระดับ B ที่มีประวัติการสังเกตมาตั้งแต่สมัยกลาง นับเป็นหนึ่งในกระจุกดาวที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด และอาจเป็นกระจุกดาวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยตาเปล่า
กระจุกดาวนี้ประกอบด้วยดาวฤกษ์สีน้ำเงินที่มีอายุราว 100 ล้านปี แต่เดิมเคยเชื่อว่าเศษฝุ่นที่ทำให้เกิดการสะท้อนแสงจาง ๆ เรืองรองรอบดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดน่าจะเป็นเศษที่หลงเหลือจากการก่อตัว ของกระจุกดาว (จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เนบิวลามายา ตามชื่อดาวมายา) แต่ปัจจุบันเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เป็นเพียงฝุ่นเมฆในสสารระหว่างดาวที่ดาวฤกษ์กำลังเคลื่อนผ่านเท่านั้น นักดาราศาสตร์คาด การณ์ว่ากระจุกดาวนี้จะมีอายุต่อไปอีกอย่างน้อย 250 ล้านปี หลังจากนั้นก็จะกระจัดกระจายออกไปเนื่องจากปฏิกิริยาแรงโน้มถ่วงที่เกิดจากดาราจักรเพื่อนบ้านใกล้เคียง
ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก
โปรแกรมดูดาว stellalium
http://th.wikipedia.org/wiki/กระจุกดาวลูกไก่
ข้อ 1
วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินชลมารคและสถลมารค ทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ทรงคำนวณพยากรณ์ไว้ล่วงหน้า 2 ปี ว่าจะเกิดในวันอังคาร ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 ปีมะโรง สัมฤทธิศก จุลศักราช 1230 โดยจะเห็นหมดดวงที่หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตรงเกาะจานขึ้นไปถึงปราณบุรี และลงไปถึง จ.ชุมพร จึงโปรดฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ไปสร้างค่ายหลวงและพลับพลาที่ประทับ มีคณะนักดาราศาสตร์จากประเทศฝรั่งเศส และเซอร์แฮรี ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ และร่วมในการสังเกตการณ์
ผลการคำนวณของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า อยู่หัวแม่นยำมาก เซอร์แฮรี ออด บันทึกเหตุการณ์ไว้ซึ่งต่อมาหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ได้แปลเป็นภาษาไทยในงานหว้ากอรำลึก ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2518 ว่า "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระสำราญมาก เพราะการคำนวณเวลาสุริยุปราคาของพระองค์ ได้พิสูจน์แล้วว่าถูกถ้วนที่สุด ถูกถ้วนยิ่งกว่าที่ชาวยุโรปได้คำนวณไว้"
สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศ ไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยเฉพาะทางด้านดาราศาสตร์ มีแนวคิดว่าน่าจะถือเอาวันที่ 18 สิงหาคมเป็นวันวิทยาศาสตร์ไทย ต่อมาวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2525 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" พร้อมทั้งกำหนดให้วันที่ 18 สิงหาคม เป็น "วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ" วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2511 หลายหน่วยงาน เช่น สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ กรมอุทกศาสตร์ กรมชลประทาน กรมแผนที่ทหาร กรมอุตุนิยมวิทยา กรมไปรษณีย์โทรเลข ฯลฯ ได้ร่วมกันจัดงานขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=princessbell&month=08-2010&date=30&group=2&gblog=3
วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ข้อ 3
A Star (เอ-สตาร์) ดาวฤกษ์ที่สเปคตรัมชนิด A มีสเปคตรัมดูดกลืนของไฮโดรเจนเด่นชัด มีอุณหภูมิผิวราว 7500 เคลวิน ที่ A9 และ 9900 เคลวินที่ A0 เป็ดาวสีขาวมีขนาดประมาณ 1.8 ถึง 1.4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ตัวอย่างดาวประเภทนี้ได้แก่ Sirius Vega Altair Deneb
Absolute Magnitude (แอ๊บ-โซ-ลูด-แมค-เน-จูด) ค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์ แทนด้วย M เป็นการวัดความสว่างของดาวฤกษ์ เมื่อวัดที่ระยะ ให้อยู่ห่างจากโลก 32.6 ปีแสง หรือ 10 พาร์เสก ซึ่งดาวทั้งหมดจะมีค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์อยู่ระหว่าง -5 ถึง +15 ดวงอาทิตย์มีค่าแมกนิจูดปรากฏ -27 และ มีค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์ +4.8
ความสัมพันธ์ระหว่างค่า แมกนิจูดปรากฎ กับ แมกนิจูดสัมบูรณ์
M = m + 5 +5logp
เมื่อ p คือมุมพารัลแลกซ์ของดาวนั้นมีหน่วยเป็น arc seconds (1/3600 องศา)
ตัวอย่างเช่น ดาวดวงหนึ่งมีค่าแมกนิจูดปรากฏ 12.6 มีมุมพารัลแลกซ์ 0.5 arc seconds
จงหาค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์
แทนค่าสูตร M = 12.60 + 5 +5 log (0.5/3600)
= 17.60 + 5* (-3.85733)
= -1.69
Absolute temperature (แอ็บ-โซ-ลูด-เทม-เพอ-เร-เจอร์) อุณหภูมิสัมบูรณ์ มีหน่วยวัดเป็นเคลวิน (K) ช่วงย่อยของเคลวินมีค่าเท่ากับ 1 องศาเซลเซียส (C) ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิเคลวิน กับองศาเซลเซียสคือ T= t+273.16 เมื่อ T แทนด้วยอุณหภูมิเคลวิน และ t แทนด้วยองศาเซลเซียส ดังนั้น อุณหภูมิศูนย์องศาสัมบูรณ์จึงมีค่าเท่ากัน -273.16 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสัมบูรณ์มีการใช้กันแพร่หลายในวงการดาราศาสตร์
Accretion disk (แอ็ค-ครี-ชั่น-ดิส) คือกลุ่มสะสมของก๊าซรอบๆวัตถุที่มีรัศมีแผ่กว้างออกเป็นเหมือนจานเสียง เกิดขึ้นจากการถ่ายเทมวลสารระหว่างวัตถุที่มีขนาดใหญ่ไปหาวัตถุที่มีขนาด เล็ก เช่นดาวฤกษ์ไปหาดาวนิวตรอน หรือหลุมดำ ซึ่งจะทำให้ก๊าซเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากเกิดความร้อนนับล้านองศา
และปลดปล่อยรังสีเอ็กซ์ออกมา
Achromatic Lens (อะ-โคร-มา-ติค-เลนซ์) หรือ achromat เป็นเลนซ์ที่ถูกออกแบบมาให้ลดความคลาดเคลื่อนทางแสง โดยปกติจะใช้เลนซ์ 2 ชิ้นที่ทำจากเนื้อแก้วต่างชนิดกัน มาประกบกันเพื่อให้ได้ผลรวมของแสงตกมาอยู่ที่โฟกัสเดียวกัน
Active galactic nuclei (AGN) (แอค-ตีฟ-กา-แลค-ติด-นู-คลิ-ไอ) เป็นกาแลกซี่ทั่วไปที่มีหลุมดำ (Black Hole) ขนาดใหญ่กำลังดูดกลืน มวลสาร ของก๊าซโดยรอบอยู่ ซึ่งปลดปล่อยพลังงานมหาศาลในรูปของสเปคตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกช่วงความถี่
Airglow (แอร์-โกล) ปรากฏการณ์ เรืองแสงอ่อนๆของชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งโมเลกุลของชั้นบรรยากาศชั้นบนๆจะถูกรังสีจากดวงอาทิตย์ เช่นรังสีอุลตร้าไวโอเลท ทำให้โมเลกุลแตกตัวเป็นอิออนแต่อยู่ไม่นานก็จะรวมตัวคืนสภาพเดิมโดยคลาย พลังงาน
ออกมาเป็นแสงให้เราเห็น มักจะเห็นหลังดวงอาทิตย์ตกไปแล้ว
Albedo (อัล-บี-โด) เป็นการวัดค่าความสามารถสะท้อนแสง หรือ ความสว่างของวัตถุท้องฟ้า โดยมีค่าตั้งแต่ 1 (มีการสะท้อนแสงได้ดี) จนถึง 0 (การสะท้อนแสงแย่ที่สุด) ในทางดาราศาสตร์ ค่า albedo ถูกใช้ในการคำนวนความสว่างของวัตถุท้องฟ้าด้วย อย่างเช่น ดาวพุธ และดวงจันทร์ มีค่า albodo ต่ำมาก ขณะที่ ดาวเสาร์และดาวบริวารน้ำแข็งของระบบสุริยะชั้นนอก และดาวหาง จะมีค่า albedo สูงเช่นกัน
Almanac (อัล-มา-แนค) เป็นหนังสือที่บรรจุข้อมูลตำแหน่งของวัตถุบนท้องฟ้าที่สำคัญๆไว้ สำหรับนักดาราศาสตร์และนักเดินเรือ
Analemma (แอนนาเลมม่า) เป็นปรากฏการณ์รูปเลข 8 ของตำแหน่งดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า ของแต่ละวัน ในเวลาเดียวกัน ในรอบ 1 ปี
B Star (บี-สตาร์) ดาวฤกษ์ที่มีสเปคตรัม Type B มีสเปคตรัมดูดกลืนของฮีเลียมชัดเจน อุณหภูมิ 10,500 เคลวินที่ B9 และ 28,000 เคลวินที่ B0 มีมวลอยู่ระหว่าง 3.2 ถึง 17 เท่าของดวงอาทิตย์ จัดเป็นพวกดาวยักษ์สีน้ำเงินสว่างกว่าดวงอาทิตย์ 20,000 เท่า ตัวอย่างของดาว B star ได้แก่ Achernar,Regulus,Rigel,Spica
Binary pulsar (ไบ-นา-รี่ พัล-ซาร์) เป็นพัลซ่าร์ที่โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์คล้ายกับเป็นระบบดาวคู่ ถูกค้นพบครั้งแรกในปี คศ.1974 คือ PSR 1913+16 ประกอบด้วยดาวนิวตรอนกับดาวที่ไม่ปล่อยคลื่นวิทยุ โคจรรอบกันกินเวลา 7 -3/4 ชั่วโมง
Big Bang (บิก-แบงค์) เป็นทฤษฏีที่ใช้อธิบายกำเนิดของจักรวาลยุดใหม่ เปิดเผยขึ้นเมื่อปี คศ.1940 โดย George Gamow จากแนวความคิดของ George Lemaiter กล่าวว่า "เอกภพกำเนิดมาจากมวลสารเริ่มต้นที่เรียกว่า singularity และระเบิดขยายมวลสารแผ่กว้างออกไป เกิดเป็นช่องว่าง ที่เรียกว่า อวกาศ และ มวลสารที่เป็นกาแลกซี่กับดาวฤกษ์ โดยทฤษฏีนี้บอกอายุของจักรวาลอยู่ที่ 10 ถึง 20 พันล้านปี และปัจจุบันจักรวาล กำลังขยายตัวไปเรื่อยๆ"
Bennett Comet (ดาวหาง เบนเนท) หนึ่งในดาวหางที่สว่างในช่วงศตวรรณที่ 20 ค้นพบโดยนักดูดาวสมัครเล่นชาวอาฟริกาใต้ John Caister Bennett เมื่อปีคศ.1969
Binary Star (ไบ-นา-รี่-สตาร์) ระบบดาวคู่ซึ่งโคจรรอบซึ่งกันและกันมีจุดศูนย์กลางมวลร่วมกัน มีคาบการโคจรตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงถึงหลายปี ปัจจุบันมีการค้นพบดาวคู่แล้วกว่า 50,000 ดวง ดาว Mizar ในกลุ่มดาวหมีใหญ่ เป็นดาวคู่แรกที่ค้นพบเมื่อปีคศ.1650 โดย Giovanni Battista Riccioli สำหรับดาวคู่ที่มีจำนวนมากกว่า 2 เราจะเรียกว่า multiple star เช่นดาว Castor มีดาวคู่ 6 ดวงหรือ 3 คู่
Binoculars (ไบ-โน-คู-ล่า) เรียกสั้นๆว่า Binoc (ไบ-นอค) หรือ กล้องสองตา เป็นกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก 2 ตัวนำมาประกอบกัน มีกำลังขยายค่อนข้างต่ำส่วนใหญ่เป็น 8 เท่า ถึง 10 เท่า
Bipolar Flow (ไบ-โพ-ล่า-ฟโล) เป็นสายธารมวลสารจากดาวฤกษ์ที่มี 2 ลำในทิศทางตรงข้ามกัน ดาวฤกษ์ที่ผลิต bipolar flow นั้นมักจะมีกลุ่มจานฝุ่นที่หมุนล้อมรอบในทิศทางตั้งฉากกับแกนหมุน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างการหมุนตัวของดาวฤกษ์กับมวลสารที่ไหลออกมานี้ก่อให้ เกิด Bipolar Flow
Black Hole (แบลค-โฮล) หลุมดำ เป็นวัตถุที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล ซึ่งจะดูดกลืนวัตถุหรือมวลที่อยู่โดยรอบเข้าภายในหลุมดำ แม้กระทั้งแสง ก็ยังหนีรอดไม่ได้ เราจึงมองไม่เห็นหลุมดำ แต่เราทราบได้ว่ามีหลุมดำ เพราะบริเวณโดยรอบหลุมดำ ซึ่งมวลกำลังถูกดูดกลืน จะมีพลังงานจลย์มหาศาล และคายพลังงานเหล่านั้นออกมา ในรูปของคลื่นวิทยุและรังสีเอกซ์ ซึ่งตรวจจับได้จากโลก
Blazar (บา-ซ่าร์) เป็น ลูกผสมระหว่าง BL Lacertae Object กับ ควอซ่าร์ เป็นพวกกาแลกซี่ที่ผิดแผกไปจากชาวบ้าน ที่เป็นพวก AGN บาซ่าร์มีความสว่างเปลี่ยนแปลงแปรผันรุนแรงมาก รวมทั้งโพลาไรเซชั่นและการปล่อยคลื่นวิทยุ
BL Lacertae Object (บี-แอล-เล็ก-เซอร์-ต้า- ออบเจ็ค) เป็นพวก AGN ที่มีความสว่างสูงมาก และคล้ายกับดาวแปรแสงตรงที่มีการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่นตั้งแต่ช่วงคลื่น วิทยุ ถึงช่วงรังสีเอ็กซ์ มีคุณสมบัติที่ต่างจากควอซ่าร์โดยสิ้นเชิง เรามักจะพบ BL Lacertae Object บริเวณศูนย์กลางของกาแลกซี่โดดเดี่ยว เช่นพวก Giant elliptical galaxy
Blueshift (บลู-ชิป) เป็นปรากฏการณ์ Doppler effect ทางดาราศาสตร์เมื่อแหล่งกำเนิดแสงอย่างดาวฤกษ์ เคลื่อนที่เข้าหาโลก ความยาวคลื่น ของแสงจะอัดตัวสั้นลง ความถี่ของแสงจะเลื่อน (shifted) ไปทางด้านสีม่วงของเส้นสเปคตรัม สังเกตได้จากแถบสเปคตรัมดูดกลืน จะเลื่อนไปทาง สีม่วงหรือสีน้ำเงิน (blueshift) โดยผลต่างของความถี่ที่เปลี่ยนไปสามารถคำนวนมาเป็นความเร็วที่เคลื่อนที่ เข้าหาได้
Brown Dwarf (บราว-ดะวาฟ) ดาวแคระน้ำตาล เป็นวัตถุที่มีมวลน้อยกว่า 0.08 เท่าของดวงอาทิตย์แกนกลางมีอุณหภูมิไม่สูงพอที่ทำให้เกิดปฏิกิริยา นิวเคลียร์ได้ มีอุณหภูมิผิว 2500 เคลวิน ค่าต่ำสุดของดาวแคระแดง (Red Dwarf) มีการค้นพบแล้วหลายสิบดวง ดวงที่เย็นที่สุดคือ Gliese 229B มีอุณหภูมิผิว 900 เคลวิน
C Star (Carbon Star) มี spectral Type C เป็นดาวยักษ์แดงเย็นเฉียบ ผิวของดาวมีองค์ประกอบของคาร์บอนเป็นโมเลกุลพื้นฐาน เช่น คาร์บอนมอนน๊อคไซด์ (CO) ไซยาโนเจน (CN) และโมเลกุลของคาร์บอน (C2) ดาวฤกษ์มวลขนาดดวงอาทิตย์ของเราช่วงที่เป็นดาวยักษ์แดง จะมีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบเช่นกัน เนื่องจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่แกนกลางที่ผลิตคาร์บอนแล้วส่งต่อถึงพื้นผิว
Cassini Division (แคส-ซิ-นี่ ดิวิชั่น) เป็นช่องว่างระหว่างวงแหวน A และ B ของดาวเสาร์ ถูกค้นพบครั้งแรกโดย นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Giovanni Cassini เมื่อปี คศ.1675 แต่ต่อมายานวอยเอเจอร์พบว่าไม่ได้เป็นช่องว่างแท้จริง แต่ประกอบด้วยวงแหวนเล็กๆอีกนับร้อยวง
Celestial Object (ซี-เลส-เชียน ออปเจ็คท์) ใช้เรียกวัตถุที่อยู่บนทรงกลมท้องฟ้า เช่น ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ ดาวหาง และอื่นๆ รวมทั้งดวงอาทิตย์
Celestial mechanics (ซี-เลส-เชียน-แมค-คา-นิค) สาขาหนึ่งของวิชาดาราศาสตร์ ที่อธิบายถึงการเคลื่อนที่ของวัตถุบนท้องฟ้า โดยใช้กฏ ทางฟิสิกส์ อธิบายแนวการโคจรของดาวเคราะห์ ดาวเทียม และอื่นๆ
Centaurus A (เซนทอรัส เอ) หรือกาแลกซี่ NGC5128 เป็นกาแลกซี่แหล่งคลื่นวิทยุที่เข้มข้นมาก คาดว่าเกิดจากการชนกันของกาแลกซี่ยักษ์รูปไข่ กับกาแลกซี่เกลียวขนาดเล็ก เมื่อมองด้วยกล้องโทรทรรศน์จะเห็นแถบฝุ่นทึบพาดกลางกาแลกซี่สองแถบ Centaurus A อยู่ห่างจากโลก 10 ล้านปีแสง ในกลุ่มดาวม้าครึ่งคน (Centaurus)
Chromosphere (โคร-โมส-เฟียร์) ชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์อยู่ระหว่างชั้น Photoshere กับ Corona มีความหนาประมาณ 10,000 กิโลเมตร อุณหภูมิ 4,000 ถึง 100,000 เคลวิน
Chandra X-ray Observatory (CXO) หอสังเกตการณ์จันทราเอ็กซเรย์ เป็นดาวเทียมของนาซ่า ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปีคศ.1999 เป็นดาวเทียมสำรวจท้องฟ้าช่วงคลื่นรังสีเอ็กซ์ ถูกตั้งชื่อให้เป็นเกียรติกับ Subrahmanyan Chandrasekhar นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย
Constellation (คอน-สเตล-เล-ชั่น) หรือกลุ่มดาวบนท้องฟ้า เป็นกลุ่มของดาวฤกษ์บนท้องฟ้าที่มนุษย์
จิต นาการไว้เป็นรูปร่างต่างๆเพื่อง่ายต่อการจดจำ เริ่มใช้ครั้งแรกในยุคสมัยของ Ptolemy มีอยู่ด้วยกัน 44 กลุ่ม ปัจจุบัน IAU แบ่งกลุ่มดาวบนท้องฟ้าออกเป็น 88 กลุ่ม และกำหนดขอบเขตที่แน่นอนเมื่อปี คศ.1930 จากกลุ่มดาวขนาดเล็กสุดคือกลุ่มดาวกางเขนใต้ (Crux) จนถึงกลุ่มดาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือกลุ่มดาวงูไฮดรา (Hydra)
corona (โคโลน่า) คือบรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ มีความหนาแน่นต่ำแต่มีอุณหภูมิสูงมาก ราว 1 ล้านเคลวิน (Kelvin) และแผ่ขยายกว้างไป ในอวกาศได้ไกลเป็นล้านๆ กิโลเมตร เราสามารถเห็นบรรยากาศชั้นโคโลน่าได้ ตอนเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง
Dark nebula (คาค-เนบิวล่า) หรือ เนบิวล่ามืด เป็นกลุ่มของฝุ่นหรือก๊าซหนาทึบที่ไม่เรืองแสง เห็นเพียงเงาดำๆตัดกับแสงดาวหรือเนบิวล่าสว่างด้านหลังเท่านั้น Dark nebula ที่มีชื่อเสียงได้แก่ Coalsack หรือถุงถ่าน ในกลุ่มดาวกางเขนใต้
Diffuse Nebula (ดิฟ-ยูซ เนบิวล่า) กลุ่มของก๊าซในอวกาศที่เรืองแสง จากเนบิวล่าที่ไม่สามารถรวมตัวกันเป็นดาวฤกษ์ได้ขณะนั้น แต่เรืองแสงได้จากพลังงานของดาวฤกษ์ที่อยู่ฉากหลังหรือใกล้เคียง ใช้อักษรย่อว่า DN แบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ
1) Emission nebular เป็นพวกเนบิวล่าเรืองแสง
2) Reflection nebular เป็นพวกเนบิวล่าสะท้อนแสง
Direct Motion (ได-เร็ค โม-ชั่น) เป็นการโคจรหรือหมุนรอบตัวเองของวัตถุท้องฟ้าในทิศทางเดียวกับการหมุนของโลก หรือ การหมุนทวนเข็มนาฬิกาเมื่อมองมาจากทางขั้วโลกเหนือ โดยพิจารณาที่แกนเอียงของวงโคจรหรือแกนหมุนน้อยกว่า 90 องศา ถ้าพิจารณาที่วัตถุท้องฟ้าแล้ว Direct Motion วัตถุจะเคลื่อนจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก มีชื่อเรียกเฉพาะอีกชื่อหนึ่งว่า Progarade Motion
Disk Galaxy (ดิส กาแลกซี่) เป็นชื่อที่ใช้เรียกกาแลกซี่ หรือ ดาราจักร ที่มีลักษณะเป็นแผ่นจานบางๆ ที่มีดาวรายล้อมเป็นรัศมีรอบๆศูนย์กลางกาแลกซี่ Disk Galaxy ใช้เรียกได้ทั้งกาแลกซี่แบบเกลียว (Sprial Galaxy) และ กาแลกซี่แบบเลนซ์ (Lenticular Galaxy)
Dispersion (ดิส-เพอ-ชั่น) คือ การกระจายของแสงสีขาวเป็นองค์ประกอบของสีต่าง ซึ่งเกิดจากเลนซ์ หรือ ปริซึม เกิดขึ้นจากความแตกต่างของความยาวคลื่นของแสงเมื่อเกิดการหักเห สำหรับกล้องดูดาวจะหลีกเลี่ยงการเกิดที่เรียกว่า Chromatic aberration แต่กลับมีประโยชน์กับเครื่องมือทางดาราศาสตร์อย่างเช่น spectrograph เพื่อศึกษาสเปคตรัมของดาวฤกษ์
Doppler effect (ดอล์ป-เลอร์-เอฟ-เฟค) เป็น ปรากฏการณ์ที่เสียงหรือแสง มีการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่น เมื่อแหล่งกำเนิดเสียง หรือแสงนั้น มีการเคลื่อนที่เมื่อเทียบกับผู้สังเกต โดยจะมีความถี่มากขึ้นเมื่อแหล่งกำเนิดเคลื่อนที่เข้าหาผู้สังเกต และมีความถี่ลดลง เมื่อแหล่งกำเนิด เคลื่อนที่ออกจากผู้สังเกต ตัวอย่างของ ปรากฏการณ์นี้คือ รถที่เปิดไซเรนวิ่งเข้าหาเรา เสียงไรเรนจะมีความถี่สูง และเสียงจะมีความถี่ต่ำลง เมื่อรถวิ่งห่างจากเราไป ปรากฏการณ์นี้คนพบโดย คริสเตียน ดอปเปอร์ นักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย มีชีวิตอยู่ระหว่างปี คศ.1803-1853 ในทางดาราศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้สำคัญมาก เพราะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า blueshift และ redshift
Double Star เป็นดาวฤกษ์สองดวงที่เห็นอยู่ใกล้กันบนท้องฟ้ามีอยู่ด้วยกันสองแบบคือ
1) ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้กันจริงๆ และส่งแรงโน้มถ่วงซึ่งกันและกันรู้จักในชื่อว่า binary star
2) ดาวฤกษ์ที่มีระยะห่างจากโลกที่แน่นอนและต่างกัน แต่เห็นอยู่ใกล้กันบนท้องฟ้า เราเรียกดาวคู่แบบนี้ว่า optical double
Dumbbell Nebula เป็นชื่อเฉพาะของเนบิวล่าดาวเคราะห์ M27 ในกลุ่มดาวสุนัขจิ้งจอก(Vulpecular) เป็นเนบิวล่าขนาดใหญ่ห่างจากโลก 1,000 ปีแสงและสามารถมองเห็นได้จากกล้องสองตา ถูกตั้งชื่อโดย Lord Rosse ด้วยความที่มีรูปร่างคล้ายนาฬิกาทราย (Hourglass)
Dwarf Galaxy หรือกาแลกซี่แคระ เป็นกาแลกซี่ที่มีขนาดเล็กกว่ากาแลกซี่ทั่วไปและมีความสว่างน้อย โดยทั่วไปจะเป็นพวกกาแลกซี่รูปไข่(elliptical) หรือ กาแลกซี่ไร้รูปร่าง (Irregular) มีกาแลกซี่แคราะมากมายเป็นเพื่อนบ้านของทางช้างเผือก อยู่ในกลุ่มกาแลกซี่ท้องถิ่น (Local Group)
Dwarf Nova หรือ โนวาแคระ เป็นประเภทหนึ่งของดาวแปรแสงแบบไม่คงที่ ซึ่งกราฟความสว่างจะคงที่เป็นเวลานานแล้วก็สว่างขึ้นอย่างทันทีทันใด และกลับมาสว่างปกติอีกครั้ง เกิดขึ้นจากระบบดาวคู่ซึ่งมีสมาชิกดวงหนึ่งเป็นดาวแคระขาว (White dwarf) ตัวอย่างได้แก่ดาว U Geminorum Z Camelopardalis
Dwarf Star หรือ ดาวแคระ เป็นลักษณะทั่วไปของดาวฤกษ์ในกาแลกซี่มีประมาณ 90 เปอร์เซนต์ มีมวลโดยเฉลี่ย 60 เปอร์เซนต์ รู้จักกันในชื่อของ main-sequence ในแผนผัง HR-diagram คำว่าแคราะมาจากความสัมพันธ์ของความสว่างน้อยกว่าขนาด ดวงอาทิตย์ของเราก็เป็นหนึ่งในจำพวกดาวแคระด้วย
Event Horizon (อีเวนต์ ฮอลิโซน) เป็นขอบเขตของหลุมดำ (Black hole) ที่ซึ่งไม่มีวัตถุใดสามารถรอดพ้นการจับของหลุมดำไปได้ รัศมีของ Event Horizon เป็นที่รู้จักกันในชื่อของ Schwarzschild radius
Galilean Satellites (กา-ลิ-เลียน-แซท-เอล-ไลท) คือดวงจันทร์ขนาดใหญ่ของดาวพฤหัส 4 ดวงคือ Io,Europa,Ganymede และ Callisto ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากโลก ซึ่งกาลิเลโอ เป็นคนแรกที่สังเกตเห็น เมื่อปี 1610 จึงตั้งชื่อให้เป็นเกียรติ
Gamma-Ray Burst (GRB) (แกม-ม่า-เรย์-เบิซท) เป็นปฎิกิริยาเจิดจ้าของรังสีแกมม่า ในช่วงเวลาสั้นๆ นานไม่เกิน 2-3 นาที ตรวจพบครั้งแรกเมื่อปี 1967 จากดาวเทียมที่โคจรอยู่ และในปี 1999 กล้องอวกาศฮับเบิลก็ตรวจพบ GRB อีกที่ใจกลางของกาแลกซี่ไกลโพ้น
Galaxy (กาแลกซี่) เป็นส่วนหนึ่งของเอกภพ ที่ประกอบด้วยกลุ่มก๊าซ และดาวฤกษ์จำนวนนับล้านล้านดวง โดยส่งแรงดึงดูดถึงกันและกัน เกาะกลุ่มกันเป็นดาราจักร
Geocentric distance (จี-โอ-เซน-ทริด ดิส-แตนซ์) (delta) หมายถึงระยะทางจากวัตถุท้องฟ้าถึงโลก โดยทั่วไปจะใช้หน่วยวัดเป็น astronomical units (AU.)
Greenhouse effect (กรีนเฮ้าส์ เอฟเฟ็คท์) หรือปรากฏการณ์เรือนกระจก เกิดจากการที่ผิวของดาวเคราะห์ดูดซับแสงจากดวงอาทิตย์ แล้วแพร่คลื่นรังสีอินฟาเรด ซึ่งเป็นรังสีความร้อนออกไป ถ้าชั้นบรรยากาศประกอบด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก (เราเรียกว่า greenhouse gases) ซึ่งจะไม่ยอมให้รังสีอินฟาเรดทะลุผ่านออกไป ก็จะสะท้อนกลับมายังพื้นอีกครั้ง มีผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยบนผิวสูงมาก ตามความสัมพันธ์ของ จำนวนความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยกตัวอย่างเช่น ดาวศุกร์ มีความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงมาก อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 750 เคลวิน ส่วนบนโลกเรามี Greenhouse effect บ้างเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลพวงมาจาก กระบวนการทางเคมีของสิ่งมีชีวิต ที่คาย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมา แต่มีหลายคนเชื่อว่า ผลกระทบส่วนใหญ่ มาจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ที่ให้โลกของเราร้อนขึ้นทุกวัน
Meteor (มี-ทิ-เออ) หรือดาวตก บางก็เรียกว่า "shooting star" หรือ "falling star" ดาวตกนั้นแท้จริงแล้วคือ เศษของฝุ่น หรือหินที่ถูกแรงดึงดูดของโลกดูดเข้ามาแล้วผ่านชั้นบรรยากาศเสียดสีแล้วเกิด ลุกไหม้ ส่วนใหญ่แล้วดาวตกมักเกิดจากฝุ่นของดาวหาง ถ้าหาก มีจำนวนมากๆ เราก็เรียกว่าฝนดาวตก (Meteor Shower มี-ทิ-เออ-โช-เออ) ถ้ามีอัตราการตกถี่มากตั้งแต่ 1,000 ดวงต่อนาที ก็จะเรียกว่า พายุดาวตก (Meteor Storm มี-ทิ-เออ-สะตอม) ถ้าฝนดาวตกที่มีอัตราการตกน้อยกว่า 10 ดวงต่อชั่วโมง เราก็เรียกว่าเป็น Minor Meteor Showers
Magnetoshere (แมค-นี-โทส-สะ-เฟียร์) คือ อวกาศชั้นนอกสุดรอบๆดาวเคราะห์ที่มีสนามแม่เหล็ก โดยรูปร่างของชั้น magnetoshere จะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสลมสุริยะ โดยขอบเขตชั้นนอกสุดของ magentoshere เรียกว่า magnetopause และบริเวณที่มีความแปรปรวน ของเส้นแรงแม่เหล็กเนื่องจากกระแสลมสุริยะ เรียกว่า magnetosheath ส่วนบริเวณ magnetoshere ที่ยืดยาวออกไปตามทิศทางลมสุริยะ เรียกว่า magnetotail
ดาวเคราะห์และบริวารในระบบสุริยะบางดวงจะมีชั้น magnetoshere ด้วยเช่น ดาวพุธ โลก และดาวเคราะห์ยักษ์ อย่าง ดาวพฤหัสที่มีชั้น magnetoshere กว้างใหญ่กว่าดวงอาทิตย์
Meteoroids (มี-ทิ-เออ-ลอย) หรือ ดาวเคราะห์น้อย เป็นกลุ่มของวัตถุขนาดเล็กเป็นพวกหิน และฝุ่น ที่โคจรอยู่รอบ ดวงอาทิตย์ อยู่ระหว่าง ดาวอังคารกับดาวพฤหัส ดาวเคราะห์น้อยบางดวงเป็นเศษซากหลงเหลือของดาวหางด้วย กลุ่มของดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้บางที่เราก็เรียกว่า Meteor Stream
Meteor Train (มี-ทิ-เออ-ทเรน) หางของฝุ่นหรือก๊าซที่แตกตัว หลงเหลือเป็นทางยาวตามแนวดาวตกนั่นเอง
Occultation (อ็อค-คัล-เท-ชั่น) คือ การบังกันของวัตถุบนท้องฟ้า เช่นดาวเคราะห์บังแสงจากดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลๆ หรือ การที่ดวงจันทร์บังแสง จากดาวฤกษ์หรือดาวเคราะห์ ที่อยู่ห่างไกลออกไป
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.darasart.com/astrovocab/o.html
ข้อ 2
งานในอาชีพของนักดาราศาสตร์
นิยามของอาชีพนักดาราศาตร์
ศึกษา ค้นคว้า สำรวจ วิเคราะห์ และพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับโครงสร้างการวิวัฒนาการ ขอบเขตและการแผ่พลังงานของเอกภพ ขนาด มวล รูปร่าง ระยะทาง การเคลื่อนที่วงโคจร ลักษณะส่วนประกอบ และโครงสร้างของวัตถุท้องฟ้า การก่อกำเนิดและวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ ดาวคู่ ดาวกระจุก และกาแล็กซี อุณหภูมิ ความสว่าง องค์ประกอบเคมีและโครงสร้างภายในของดาวฤกษ์ และวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ โดยใช้กล้องโทรทรรศน์และเครื่องบันทึกสัญญาณต่างๆ เช่น สเปกโทรกราฟ โฟโตมิเตอร์ อินเตอร์เฟียโรมิเตอร์ เป็นต้น สังเกตวัตถุบนฟ้าด้วยกล้องโทรทรรศน์เพื่อคำนวณตำแหน่งของดาวฤกษ์และดาว เคราะห์ คำนวณโคจรของดาวเคราะห์ ดาวหาง และดาวเคราะห์น้อย ศึกษาปรากฏการณ์บนท้องฟ้า เช่น อุปราคา ฝนดาวตก แสงเหนือ แสงใต้ ศึกษากลุ่มดาว และสร้างแผนที่ดาว พัฒนาตารางคำนวณตำแหน่งและเวลาขึ้น – ตก ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์ เพื่อประโยชน์ทางคมนาคมทางอากาศและทางเรือ กำหนดเวลามาตรฐานสากลโดยการสังเกตวัตถุท้องฟ้า ประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารผ่านดาวเทียม ทำวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารผ่านดาวเทียม ทำวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ทางดาราศาสตร์ ออกแบบและพัฒนาเครื่องมือ ตลอดจน สร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยอาศัยเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อใช้ในการสังเกตการณ์ บันทึกรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านดาราศาสตร์
ลักษณะของงานที่ทำ
นักดาราศาสตร์ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็น นักวิชาการ และอาจารย์ ในสถาบันระดับอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัยที่ทำการเปิดสอนภาควิชาฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ หรือโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา หน่วยวิจัยดาราศาสตร์ สมาคมดาราศาสตร์
โดยมีภาระกิจเกี่ยวข้องดังนี้
1. บรรยาย สอน เผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวกับดาราศาสตร์ อวกาศ สภาพอวกาศ ให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเพื่อให้เข้าใจถึงวิวัฒนาการของดวงดาว และโลกโดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาของสถาบันการศึกษาในประเทศและต่างประเทศ
2. ศึกษา ค้นคว้า วางแผนการวิจัย และการเตรียมการสังเกตการณ์ระดับชาติ โดยนำผลการศึกษาปรากฏการณ์บนท้องฟ้า มาประมวลผลวิเคราะห์และจัดทำเป็นรายงานเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ให้สาธารณชนรับ ทราบ
3. จัดประชุมสัมมนาทางดาราศาสตร์ ในเรื่องการเรียนการสอน และการวิจัยทางด้านดาราศาสตร์
4. ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการปรับปรุงสารสนเทศทางด้านดาราศาสตร์ เพื่อกระตุ้นให้คนไทย มีความสนใจต่อเรื่องราวที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มากขึ้น และให้กลุ่มสนใจทางดาราศาสตร์สามารถเข้าถึงข้อมูล ความรู้ได้มากขึ้น
5. ประสานความร่วมมือทางด้านวิชาการเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลทางดาราศาสตร์ร่วมกัน กับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมอุทกศาสตร์ กรมชลประทาน กรมแผนที่ทหาร กรมทรัพยากรธรณี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี อุทยานวิทยาศาสตร์หว้ากอ และองค์การระหว่างประเทศ ฯลฯ เพื่อจัดทำสารสนเทศทางด้านดาราศาสตร์
6. จัดทำหลักสูตรหรือกิจกรรม เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์บนท้องฟ้าแก่ประชาชนและเยาวชนที่สนใจ เข้าร่วมอย่างทั่วถึง ร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชน สมาคมดาราศาสตร์ หรือชมรมดาราศาสตร์ของจังหวัดต่างๆ ที่มีนักวิชาการหรืออาจารย์สอนด้านดาราศาสตร์ประจำอยู่ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น การเกิดพายุสุริยะ การเกิดสภาพความแปรปรวนของบรรยากาศชั้นไอโอโนสเพียร์ และบรรยากาศชั้นบนของโลกที่เป็นสาเหตุทำให้สถานีไฟฟ้าขัดข้อง ระบบสื่อสารดาวเทียมบกพร่อง และระบบเตือนภัยบนเครื่องบินขัดข้อง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://blog.eduzones.com/jybjub/13876
http://board.palungjit.com/f2/%25E0%25B...113.html
ข้อ 5
กลุ่มดาวนกอินทรีย์ (AQUILLA)
กลุ่มดาวนกอินทรีย์ เป็นกลุ่มดาวที่เก่าแก่ที่สุดกลุ่มหนึ่ง ชาวเปอร์เซีย , ฮีบรู , อาหรับ , กรีก และ พวกลาติน ต่างเห็นก็และเขียนเรื่องราวของดาวกลุ่มนี้เป็น นกอินทรีย์กันหมด เนื่องจากเป็นกลุ่มดาวที่ เก่าแก่ จึงมีนิยามดาวเกี่ยวกับ ดาวกลุ่มนี้มากมาย ตามนิยายดาวของชาวกรีกกล่าวว่า กลุ่มดาวนกอินทรีย์นี้แทน นกอินทรีย์สีดำ ซึ่งจอมเทพจูปีเตอร์ ได้เปลี่ยนร่างงของพระองค์เป็นนกอินทรีย์ เมื่อพระองค์ได้พา Ganynede ไปเป็นเทพธิดา ถือถ้วยน้ำบนเขาโอลิมหัส (กลุ่มดาวคนถือหม้อน้ำ ซึ่งอยู่ติด ๆ กันกับกลุ่มดาวนกอินทรีย์)
ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวนกอินทรีย์ คือ ดาวฤกษ์ Altair ซึ่งเป็นยอดของ สามเหลี่ยมหน้าร้อน ดาวดวงนี้สว่างเป็นที่ 12 ในท้องฟ้า เป็นดาวฤกษ์ทีอยู่ใกล้ โลกมากที่สุด อยู่ห่างจากโลกเพียง 16 ปีแสงเท่านั้น
กลุ่มดาวพิณ (LYRA)
ตามนิยายดาวเก่าแก่ของกรีกกล่าวว่า พิณนี้เป็นเครื่องดนตรีประจำตัวของ ออร์ฟิอุส (Orpheus) ออร์พี่อุสได้รับจากเทพบุตร Mercury ออร์ฟีอุสเป็น เทพบุตรที่มีมนต์ขลังทางดนตรี สามารถขับกล่อมให้ทุกสิ่งทุกอย่างเคลิบเคลิ้ม หลงใหลได้แม้แต่ธรรมชาติ ออร์ฟีอุสได้แต่งงานกับเพทธิดาผู้งดงามชื่อ Eurydice ต่อมาชายาสุดที่รักของเขาได้ถึงแก่กรรมลง พระยมจอมเทพ แห่งความตายมีความสงสารออร์ฟีอุสมาก จึงอนุญาตให้นำร่างที่ปราศจาก วิญญาณของ Eurydice ไปด้วยได้ แต่พระยมได้เตือนไว้ว่าเขาต้องไม่มองเธอ จนกว่าจะผ่านพ้นราตรีกาลนั้น หากออร์ฟีอุสลืมคำเตือนของพระยมเขาได้มองดู Eurydice ก่อนกำหนด ร่างเธอจึงอันตรธานหายไปและเขาไม่มีโอกาสเห็นเธอ อีกเลย
กลุ่มดาวหงส์ (CYGNUS)
กลุ่มดาวหงส์เป็นกลุ่มดาวในฤดูหนาวฝรั่งเห็นเป็นรูปไม้กางเขน โดยเขาเห็น ดาวฤกษ์ Deneb เป็นยอดไม้ กางเขนและเป็นที่น่าแปลกในวันคริสตมาส ( 25 ธันวาคม ) เวลา 3 ทุ่ม กลุ่มดาวไม้กางเขนปรากฏอยู่ทางขอบฟ้า ทิศตะวันตกเฉียงเหนือสวยสดงดงามมาก
หงส์ตัวนี้กำลังบินมุ่งไปทางทิศตะวันตก ตามแนวทางช้างเผือก ฉะนั้น เมื่อเห็น ดาวหงส์ก็จะเห็นทางช้างเผือก ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดชื่อ Deneb คำนี้เป็น ภาษาอาหรับแปลว่า หางหงส์ ตามนิยายดาวเรื่องหนึ่งกล่าวว่า เทพบุตร Cygnus เป็นโอรสของกษัตริย์แห่ง Ligerians Cygnus เป็นเพื่อนกับ Phaeton ผู้ซึ่งได้เคย พยายามไล่ขับราชรถของพระอาทิตย์ เขาทำให้ม้าแตกตื่นหนีไปเลยถูกจอมเทพ จูปีเตอร์ ลงโทษให้จมน้ำตาย Cygnus พยายามติดตามค้นหาร่างของเพื่อนของเขา จนกระทั่งเทพเจ้า Apollo ได้แปลงร่างของ Cygnus เป็นหงส์เพื่อที่เขาจะได้อยู่ ในน้ำตลอดไป และได้นำร่างของหงส์นี้ไปไว้บนท้องฟ้าระหว่างดวงดาวเมื่อ เขาตายแล้ว
สามเหลี่ยมฤุดูร้อน (Summer Triangle)
ในช่วงหัวค่ำของต้นฤดูหนาว จะมีกลุ่มดาวสว่างทางด้านทิศตะวันตก คือ กลุ่มดาวพิณ กลุ่มดาวหงส์ และกลุ่มดาวนกอินทรีย์ หากลากเส้นเชื่อม ดาวเวก้า (Vega) - ดาวสว่างสีขาวในกลุ่มดาวพิณไปยัง ดาวหางหงส์ (Deneb) - ดาวสว่างสีขาวในกลุ่มดาวหงส์ และ ดาวนกอินทรีย์ (Altair) - ดาวสว่างสีขาวในกลุ่มดาวนกอินทรีย์ จะได้รูปสามเหลี่ยมด้านไม่เท่าเรียกว่า "สามเหลี่ยมฤดูร้อน" (Summer Triangle) ซึ่งอยู่ในทิศตรงข้ามกับสามเหลี่ยมฤดูหนาว ขณะที่สามเหลี่ยมฤดูร้อนกำลังจะตก สามเหลี่ยมฤดูหนาวก็กำลังจะขึ้น (สามเหลี่ยมฤดูหนาวขึ้นตอนหัวค่ำของฤดูร้อนของยุโรปและอเมริกา ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนของประเทศไทย) ในคืนที่เป็นข้างแรมไร้แสงจันทร์รบกวน หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า มีแถบฝ้าสว่างคล้ายเมฆขาว พาดข้ามท้องฟ้า ผ่านบริเวณกลุ่มดาวนกอินทรีย์ กลุ่มดาวหงส์ ไปยังกลุ่มดาวแคสสิโอเปีย (ค้างคาว) แถบฝ้าสว่างที่เห็นนั้นแท้ที่จริงคือ ทางช้างเผือก (The Milky Way)
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://phuketindex.com/travel/photo-stories/other/s-star/cygnus.htm
http://phuketindex.com/travel/photo-stories/other/s-star/aquilla.htm
http://phuketindex.com/travel/photo-stories/other/s-star/lyra.htm
ข้อ 20
กลุ่มดาวแคสซิโอเปีย เป็นกลุ่มดาวในซีกฟ้าเหนือ เช่นเดียวกับ ดาวเหนือ ในซีกโลกเหนือ กลุ่มดาวแคสซิโอเปีย เป็นกลุ่มดาวที่ มองเห็นได้ตลอดทั้งปี แต่ในทางกลับกัน เนื่องจากเป็นกลุ่มดาวบนทรงกลมท้องฟ้าซีกเหนือ ผู้ที่อาศัยอยู่ทางซีกโลกใต้มากๆจะพบได้ลำบาก เพราะตำแหน่งดาวบน ทรงกลมท้องฟ้า จะอยู่ใต้พื้นโลกเกือบตลอดเวลา กลุ่มดาวนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มดาว 48 กลุ่มที่อยู่ในรายการของทอเลมี และยังเป็นกลุ่มดาวในรายการกลุ่มดาว 88 กลุ่มที่รับรองโดยสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล
กลุ่มดาวนี้แทนราชินี แคสซิโอเปีย ในตำนานเทพปกรณัมกรีก ราชินีแคสซิโอเปียเป็นพระชนนีของ เจ้าหญิงแอนโดรมีดา
ดูหมิ่นเทพ ทำให้เจ้าหญิงถูกจับสังเวย อสูรวาฬ แต่วีรบุรุษ เพอร์ซิอุส มาช่วยไว้ทัน
ลักษณะสำคัญ
ประกอบด้วย ดาวฤกษ์ 5-6 ดวง เรียงเป็นรูปตัว μ (ในรูป มองกลับหัวเป็น W) คนไทยจึงเรียกว่า ดาวค้างคาว กำลังบิน กลุ่มดาวแคสซิโอเปีย เป็นกลุ่มดาวสำคัญ ช่วยชี้หา ดาวเหนือ ได้ โดยแบ่งครึ่งมุม α ลากเส้นแบ่งมุมลงไป (ในรูปคือขึ้นไป) ประมาณ 5-7 ช่วง
นอกจากกลุ่มดาวแคสซิโอเปียแล้ว ยังมีอีกกลุ่มที่ใช้หาดาวเหนือได้คือ กลุ่มดาวหมีใหญ่ หรือดาวจระเข้
ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก
http://th.wikipedia.org/wiki/กลุ่มดาวแคสซิโอเปีย
ข้อ 19
สัณฐาน และการหมุนรอบตัวเองของโลก
โลกมีสัณฐานกลม โดยโป่งออกที่เส้นศูนย์สูตรและแบนที่ขั้วโลกมีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย 12,766 กิโลเมตร โลกไม่อยู่นิ่งแต่มีการเคลื่อนที่ใน 2 ลักษณะที่สำคัญคือ
หมุนรอบตัวเองรอบละ 1 วันและโคจรรอบดวงอาทิตย์รอบละ 1 ปี วันและปี จึงเกิดจากการเคลื่อนที่ของโลก
ลักษณะการหมุนรอบตัวเองของโลก
โลกหมุนรอบแกนสมมติที่ผ่านขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ แกนสมมตินี้จะชี้ไปยังจุดค่อนข้างจะคงที่บนฟ้า โดยในปัจจุบันแกนที่ผ่านขั้วโลกเหนือชี้ไปยังจุดซึ่งดาวเหนืออยู่ใกล้ ๆทิศทางที่โลกหมุน คือ จากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก กล่าวคือหมุนจากทางประเทศพม่ามาทางประเทศไทย การหมุนรอบตัวเองของโลก จึงทำให้เกิดทิศ
โลกหมุนจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก เพราะฉะนั้นทิศจึงไปกับโลกตลอดเวลา การหมุนรอบตัวเองของโลกนอกจากจะทำให้เกิดทิศแล้ว ยังทำให้เกิดการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ตลอดทั้งดวงดาวทั้งหลายบนฟ้าด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://learn.pbi.ac.th/html/science2-8.htm
วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ข้อ 18
รูปภาพกลุ่มดาว
กลุ่มดาวนายพราน (Orion)
กลุ่มดาวนายพรานมีดาวไรเจลเป็นดาวสว่างที่สุด แต่ดาวที่มีชื่อเสียงคือดาวบีเทลจุส ดาวยักษ์แดงซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งในสามดวงของดาวสามเหลี่ยมฤดูหนาว (คือดาวบีเทลจุส ดาวซิริอุส และดาวโปรซิออน) เราสามารถใช้กลุ่มดาวนายพรานสำหรับการชี้ดาวต่างๆ ได้มากมาย เช่น ลากจากดาวอัลนิลัม ไป ดาวเมสสา จะชี้ตรงทิศเหนือ ใต้กลุ่มดาวนายพรานเป็นกลุ่มดาวกระต่ายป่า ดาวไรเจลอยู่ติดกับกลุ่มดาวแม่น้ำที่มีดาวอะเคอร์น่าเป็นดาวเด่น (ไม่ได้อยู่ติดกัน) เข็มขัดนายพรานชี้ไปที่ดาวตาวัว (อัลดิบารัน) และถ้าลากจากไรเจลผ่านบีเทลจุสจะได้ดาวคาสเตอร์ เป็นต้น
กลุ่มดาวม้ามีปีก (PEGASUS)
กลุ่มดาวม้าปีกเป็นกลุ่มดาวที่สะดุดตาที่สุดอีกกลุ่มหนึ่งมีดาวสว่าง 4 ดวง ประกอบเป็นรูปสี่เหลี่ยม เป็นรูปม้า กลุ่มดาวม้าเป็นกลุ่มดาวที่ใช้บอกฤดูกาล ถ้าเห็นตั้งแต่ตอนหัวค่ำ แสดงว่าฤดูหนาวจะเริ่มต้นแล้ว ถ้าคืนใดอยู่กลาง ท้องฟ้าตรงศีรษะเมื่อเริ่มมืด แสดงว่าฤดูหนาวได้เริ่มแล้ว (21 ธันวาคม )ม้ามีปีกตัวนี้ ตามนิยายดาวกล่าวว่า เทพเจ้าเพอเซอุส วีรบุรุษคนสำคัญ ได้ใช้ขี่ไปช่วยชีวิตอันโดรมีดา ราชาธิดาสาวของพระนาง แคสซิโอเบีย ซึ่งได้ถูกผูกตรึงติดกับก้อนหินไว้ที่ชายทะเล เพื่อให้ปีศาลร้าย ซีตัส กิน เหตุที่ถูกลงโทษเช่นนี้ เพราะพระนางแคสซิโอเปียได้คุยว่า พระนางสวยกว่า เทพธิดาแห่งท้องทะเลติด ๆ กับดาวม้าเป็นกลุ่มดาวอันโดรมีดา ซึ่งวีรบุรุษ เพอเซอุสได้ไปช่วยชีวิตและผลที่สุดได้สยุมพรกัน
กลุ่มดาวนกอินทรีย์ (AQUILLA)
กลุ่มดาวนกอินทรีย์ เป็นกลุ่มดาวที่เก่าแก่ที่สุดกลุ่มหนึ่ง ชาวเปอร์เซีย , ฮีบรู , อาหรับ , กรีก และ พวกลาติน ต่างเห็นก็และเขียนเรื่องราวของดาวกลุ่มนี้เป็น นกอินทรีย์กันหมด เนื่องจากเป็นกลุ่มดาวที่ เก่าแก่ จึงมีนิยามดาวเกี่ยวกับ ดาวกลุ่มนี้มากมาย ตามนิยายดาวของชาวกรีกกล่าวว่า กลุ่มดาวนกอินทรีย์นี้แทน นกอินทรีย์สีดำ ซึ่งจอมเทพจูปีเตอร์ ได้เปลี่ยนร่างงของพระองค์เป็นนกอินทรีย์ เมื่อพระองค์ได้พา Ganynede ไปเป็นเทพธิดา ถือถ้วยน้ำบนเขาโอลิมหัส (กลุ่มดาวคนถือหม้อน้ำ ซึ่งอยู่ติด ๆ กันกับกลุ่มดาวนกอินทรีย์) ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวนกอินทรีย์ คือ ดาวฤกษ์ Altair ซึ่งเป็นยอดของ สามเหลี่ยมหน้าร้อน ดาวดวงนี้สว่างเป็นที่ 12 ในท้องฟ้า เป็นดาวฤกษ์ทีอยู่ใกล้ โลกมากที่สุด อยู่ห่างจากโลกเพียง 16 ปีแสงเท่านั้น
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://phuketindex.com/travel/photo-stories/other/s-star/pegasus.htm
http://th.wikipedia.org/wiki/กลุ่มดาวนายพราน
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=vinitsiri&month=11-2010&date=11&group=94&gblog=6
กลุ่มดาวนายพราน (Orion)
กลุ่มดาวนายพรานมีดาวไรเจลเป็นดาวสว่างที่สุด แต่ดาวที่มีชื่อเสียงคือดาวบีเทลจุส ดาวยักษ์แดงซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งในสามดวงของดาวสามเหลี่ยมฤดูหนาว (คือดาวบีเทลจุส ดาวซิริอุส และดาวโปรซิออน) เราสามารถใช้กลุ่มดาวนายพรานสำหรับการชี้ดาวต่างๆ ได้มากมาย เช่น ลากจากดาวอัลนิลัม ไป ดาวเมสสา จะชี้ตรงทิศเหนือ ใต้กลุ่มดาวนายพรานเป็นกลุ่มดาวกระต่ายป่า ดาวไรเจลอยู่ติดกับกลุ่มดาวแม่น้ำที่มีดาวอะเคอร์น่าเป็นดาวเด่น (ไม่ได้อยู่ติดกัน) เข็มขัดนายพรานชี้ไปที่ดาวตาวัว (อัลดิบารัน) และถ้าลากจากไรเจลผ่านบีเทลจุสจะได้ดาวคาสเตอร์ เป็นต้น
กลุ่มดาวม้ามีปีก (PEGASUS)
กลุ่มดาวม้าปีกเป็นกลุ่มดาวที่สะดุดตาที่สุดอีกกลุ่มหนึ่งมีดาวสว่าง 4 ดวง ประกอบเป็นรูปสี่เหลี่ยม เป็นรูปม้า กลุ่มดาวม้าเป็นกลุ่มดาวที่ใช้บอกฤดูกาล ถ้าเห็นตั้งแต่ตอนหัวค่ำ แสดงว่าฤดูหนาวจะเริ่มต้นแล้ว ถ้าคืนใดอยู่กลาง ท้องฟ้าตรงศีรษะเมื่อเริ่มมืด แสดงว่าฤดูหนาวได้เริ่มแล้ว (21 ธันวาคม )ม้ามีปีกตัวนี้ ตามนิยายดาวกล่าวว่า เทพเจ้าเพอเซอุส วีรบุรุษคนสำคัญ ได้ใช้ขี่ไปช่วยชีวิตอันโดรมีดา ราชาธิดาสาวของพระนาง แคสซิโอเบีย ซึ่งได้ถูกผูกตรึงติดกับก้อนหินไว้ที่ชายทะเล เพื่อให้ปีศาลร้าย ซีตัส กิน เหตุที่ถูกลงโทษเช่นนี้ เพราะพระนางแคสซิโอเปียได้คุยว่า พระนางสวยกว่า เทพธิดาแห่งท้องทะเลติด ๆ กับดาวม้าเป็นกลุ่มดาวอันโดรมีดา ซึ่งวีรบุรุษ เพอเซอุสได้ไปช่วยชีวิตและผลที่สุดได้สยุมพรกัน
กลุ่มดาวนกอินทรีย์ (AQUILLA)
กลุ่มดาวนกอินทรีย์ เป็นกลุ่มดาวที่เก่าแก่ที่สุดกลุ่มหนึ่ง ชาวเปอร์เซีย , ฮีบรู , อาหรับ , กรีก และ พวกลาติน ต่างเห็นก็และเขียนเรื่องราวของดาวกลุ่มนี้เป็น นกอินทรีย์กันหมด เนื่องจากเป็นกลุ่มดาวที่ เก่าแก่ จึงมีนิยามดาวเกี่ยวกับ ดาวกลุ่มนี้มากมาย ตามนิยายดาวของชาวกรีกกล่าวว่า กลุ่มดาวนกอินทรีย์นี้แทน นกอินทรีย์สีดำ ซึ่งจอมเทพจูปีเตอร์ ได้เปลี่ยนร่างงของพระองค์เป็นนกอินทรีย์ เมื่อพระองค์ได้พา Ganynede ไปเป็นเทพธิดา ถือถ้วยน้ำบนเขาโอลิมหัส (กลุ่มดาวคนถือหม้อน้ำ ซึ่งอยู่ติด ๆ กันกับกลุ่มดาวนกอินทรีย์) ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวนกอินทรีย์ คือ ดาวฤกษ์ Altair ซึ่งเป็นยอดของ สามเหลี่ยมหน้าร้อน ดาวดวงนี้สว่างเป็นที่ 12 ในท้องฟ้า เป็นดาวฤกษ์ทีอยู่ใกล้ โลกมากที่สุด อยู่ห่างจากโลกเพียง 16 ปีแสงเท่านั้น
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://phuketindex.com/travel/photo-stories/other/s-star/pegasus.htm
http://th.wikipedia.org/wiki/กลุ่มดาวนายพราน
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=vinitsiri&month=11-2010&date=11&group=94&gblog=6
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


































